| MooWaN 的个人资料++MooWaN~日志列表网络 | 帮助 |
|
2月9日 รัก ครอบครองและฟรอยด์เป็นอะไรไม่รู้แฮะ เข้าบอร์ดจะห้องไหนๆ ก็มีแต่เรื่องความรัก...
คนอกหักช่วงนี้กันเยอะสุดๆไปเลย
มันน่าสงสัยจริงๆ
และนี่เอง ก็นำไปสู่การสันนิษฐานของเรา
สมมติฐานของข้าพเจ้าก็คืออออ....คนบอกเลิกช่วงนี้ก็เพราะว่า ไม่อยากจะฉลองวาเลนไทน์
ทั้งๆที่ไม่ได้รักเขาอีกแล้ว ก็เลยบอกเลิกซะให้จบๆก่อน
เพราะถ้าเลิกช่วงหลัง..ก็ไม่ดีเท่าไร อีกฝ่ายคงจะงงๆ อ้าว เมื่อวานยังดีๆ อยู่เลยนี่หว่า
ถ้าเลิกกันวาเลนไทน์ซะเลย .. มันคงเป็นประสบการณ์โหดร้ายน่าดูเลย นับว่ายังมีคุณธรรม
อีกอย่าง ถ้าเลิกกันก่อน คงจะประหยัดค่าดอกม้งดอกไม้อะไรลงไปด้วย
จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดี สำหรับคนที่ไม่มั่นใจในตัวคุณแฟน และอยากจะถอนตัวโดยไว
แต่.......เวลาโดนช่วงนี้ มันจะเจ็บเป็นพิเศษ ก็เพราะว่า มันแอบ "คาดหวัง" ถึงงานฉลองเล็กๆน้อยๆไปแล้วว
สังคมนี่มันดีอย่างนี้เอง 55+
ยิ่งใกล้สอบ ยิ่งเรียนหนัก ยิ่งมีเวลาอ่านกระทู้หวะ
ตอนนี้มี wish lists โคตรรรรเยอะ
มีอะไรอีกมากมายรอเราไปสอยอยู่...
เฮ้อ ทำไมเราต้องชอปปิ้ง??
หรือว่า...
ความสุขอย่างหนึ่งของผู้หญิง ก็คือการเสียตังค์ เพราะมันมาจากสัญชาตญาณ
ว่าความสุข อยู่ที่การได้"ครอบครอง"
อ๊า เปิดประเด็น....
ไหนๆก็พูดเรื่องผู้หญิงผู้ชายแล้ววว
การครอบครองของผู้หญิงและผู้ชายมันต่างกันนะ
เหมือนจะไปอ่านหนังสืออะไรมาก็ไม่รู้ อารมณ์ men from marsฯ
(ที่จริงอาจจะไม่ได้อ่าน แต่มาจากในคาบเรียนก็ได้ ช่วงนี้มึนๆอะไรๆก็ดูเหมือนกันไปหมดสำหรับเรา)
บอกถึงความแตกต่างของอารมณ์ระหว่างชายหญิง
แบบว่า ผู้ชายผู้หญิง เวลาอยู่ด้วยกัน เป็นครอบครัว
มีลูก... คือ ลูกนั้นก็เป็นลูกของผู้หญิงแน่ๆ ถูกมะ ก็คลอดมาเองกับตัว
แต่ผู้ชาย จะไม่มั่นใจ ว่า...สรุปนี่มันลูกกูป่าววะ
ดังนั้น การให้ความสำคัญในการดำเนินชีวิตอยู่ด้วยกัน ผู้หญิงและผู้ชายจะมองกันไปคนละแบบ
ผู้ชาย
เนื่องจากเขาต้องกังวลว่านี่เป็นลูกเค้าหรือไม่ มีชายชู้ที่ไหน แอบหัวเราะเยาะเขาอยู่หรือเปล่าที่ต้องเลี้ยงลูกให้มัน
ผู้ชายจึงจะให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าของ ครอบครอง
จะเห็นว่าผู้ชายมักจะขี้โอ่เป็นพิเศษ ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเวลาอยู่ต่อหน้าชายอื่น(ที่ทำท่าว่าจะสนใจผู้หญิง)
แต่ในเรื่องอารมณ์ละเอียดอ่อน คุณพี่ไม่ได้สนใจอะไรสักนิด ส่วนผู้หญิงน่ะเหรอ
ไม่ต้องกังวลกับการที่จะชัวร์ไม่ชัวร์ว่าลูกนี่เป็นลูกใคร ก็ไปกังวลกะสิ่งที่ผู้ชายจะมอบให้...นั่นคือความรัก ความเอาใจใส่
จะเห็นว่า ผู้หญิงมักจะเรียกร้องอะไรแบบนี้มากเป็นพิเศษ เพราะนี่คือการครอบครองในแบบของเธอ
แล้วแม้พี่ผู้ชายจะไปเมาหยำเปมาสามวันเจ็ดวัน หากเขากลับมาแล้วล่ะก็
ผู้หญิง...ยอมได้ ถ้าเธอจะเป็นคนสุดท้ายที่เขากลับมาหา
หากเรื่องนี้กลับกันน่ะเหรอ
คุณผู้ชายไม่มีทางยอมรับผู้หญิงที่หายไปกลับมาหรอก
คุณน้องกลับมาคนเดียวก็อาจจะพอไหว แต่เกิดเอาลูกชายอื่นกลับมาด้วยน่ะสิ
พล่ามเยอะเชียว
รู้สึกขึ้นกะลงท้ายมันแอบแตกต่างทางอารมณ์ ไม่ค่อยปะติดปะต่อไงไม่รู้
ว่าแต่ว่า ทบ.นี้ถูกผิดก็ไม่ทราบนะคะ เลือนๆอ่ะ จำๆได้ว่าเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง
อ่านแล้วรู้สึกขัดข้อง แปลกๆ กรุณาไปอ่านทบ.ของฟรอยด์ ตอนเด็กเจริญเติบโต
แล้วจะรู้สึกพอๆกัน ฮ่า
....
ปอลอ เค้าป่าวว่าฟรอยด์พูดผิดนะ เค้าแค่บอกว่า มันแปลกๆ แบบว่าคิดได้ เท่านั้นเอ๊ง! 1月26日 ต่างคน ต่างที่มา ต่างเวลา ต่างวาระช่วงเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่หายไปนี่เหมือนความฝันเลย
การทำงาน AMSA นี้น่ะ หากมีสมุดที่บอกเล่าเรื่องราวประทับใจสักเล่มในชีวิตแล้วล่ะก็
รับรองว่า เรื่องนี้ ได้อยู่หน้าแรกๆ ของชีวิตเล่มนั้นแน่ๆ
หลากรส หลายอารมณ์
ทั้งสนุก ทั้งทุกข์ เหนื่อย ร้อน หิว เฮฮา ปนเปกันไป
ทั้งดีใจสุดๆ ล้าสุดๆ โกรธสุดๆ หัวใจเต้นแรงที่สุด และน้ำตาปริ่มขอบตาเกินจะกลั้นที่สุด
หากจะมีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง แต่ละคนก็ต้องแยกกันไปคนละทาง
เพราะว่า เรามารวมกัน เพื่อที่จะแยกอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
เมื่อต่างที่มา แต่เวลาเดียวกัน ...เรามาอยู่ด้วยกัน
หากต่างคน ต่างเวลา ...ก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ของตนเอง ณ ที่ที่ตัวเองจากมา
ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา
หากเราทั้งหมด ก็มีจุดร่วมอย่างหนึ่งเหมือนกัน นั่นคืออนาคต
แม้จะเป็นอนาคตคนละซีกมุมโลกก็เหอะ แต่เราก็จะอยู่ในฐานะหมอด้วยกัน
ความทรงจำที่ยากลืมยิ่งจริงๆ หึหึ
miss all of you guys.
GM ,group 7 EAMSC 21th 1月6日 เริ่มใหม่อีกซํกทีดีมั้ยปีใหม่ผ่านพ้นไปแล้วอย่างรื่นเริง
หากแต่ตามติดมาด้วยเหตุการณ์โศกเศร้าของชนชาวไทยทั้งประเทศ
เราจึงไม่อาจจะเฉลิมฉลองได้อย่างใจ
บรรดาแผนอะไรต่อมิอะไร ก็คงต้องพับใส่กระเป๋าไว้ชั่วคราว
ช่างเถิด ไม่อยากจะเอ่ยถึงประเด็นนี้สักเท่าไร
...
ปีที่แล้ว ผ่านไปอย่างรวดเร็วที่สุดปีหนึ่งในชีวิตเรา
จำได้ลางๆเหมือนกับเพิ่งผ่านเวลาที่ไปเดินเลือกซื้อของปีใหม่กะพี่ต้นตอนปลายปีนู้นอยู่เลย
อะไรกัน เผลอแผล็บเดียว เวลามันไม่เคยรอใครจริงๆ
ปีใหม่ทีก็เป็นเวลาที่ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆ
เรื่องราวอันจะเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าแล้วก็กลายมาเป็นความทรงจำที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้
แต่หาเอาได้ในถนนประสบการณ์ชีวิต
เดินผ่านถนนไปอีกเส้นแล้ว
ถนนเส้นนี้ ได้จารึกทั้ง ความหวัง ความผิดหวัง ความสำเร็จ และที่ขาดไม่ได้คือ
"ความพยายามระหว่างความหวังและจุดหมาย"
ไม่ว่าจุดหมายนั้นจะเสียใจหรือจะดีใจในภายหลังก็ตาม
สรุปเหตุการณ์....ประจำปี 2550
ลืมวันเกิดเพื่อน 1
C+ 3 ตัว
น้ำหนักขึ้น อืมมม น่าจะสัก 2 โล ^^
ไอพอดใหม่ 1
หูฟังพังไปแล้ว 1
น้องสาว ... อืม อยากได้น้องคนใหม่ อืมม แบบว่าเปลี่ยนเอาคนนี้ไปเลยน่ะ (เสียใจ ยังเป็นคนเดิม)
มีพี่ชายเพิ่ม 1
เที่ยว 1 ครั้งถ้วน (ไปทริปนิสิต บรึ๋ยย)
ใช้ตังค์เกิน ทุกเดือน
รายจ่ายที่เยอะที่สุดหมดไปกับ เครื่องสำอางและรองเท้า
target 2
target เป็นเด็กเซนต์??? (อีกแล้วเหรอหมูหวาน 555+) 1
แฟน 0
แฟนเก่า 0
โดนรุมแกล้ง นับครั้งไม่ถ้วน
โดนหักหลัง (โดยเฉพาะไอแหวน) นับไม่ถ้วนเหมือนกัน
ค้างคณะ 1 วันทรงจำ
ดันเพื่อนเป็นประธาน 1 สำเร็จ วู้ๆๆๆ ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ วู้ๆ
เพื่อนว่าฮีโร่เป็นหมี ประมาณ 20 คน
เพื่อนว่าฮีโร่เป็นหมา ...2 คน
มีคนว่าฮีโร่เป็นแมว??? 1 คนถ้วน
รูมเมทใหม่ 1
รูมเมทใหม่ได้เอช้วน 1
ป่วยจนหยุดเรียน 2 วัน
ไม่หยุดเรียน แต่หลับในคาบ 80% ของเวลาเรียน
สมัครสมาชิกร้านหนังสือเช่า 1
ร้านพ่อเรียกกล้วยไข่ 7
อ๊อดเรียกกล้วยไข่เฉลิมพระเกียรติ จำไม่ได้
โกรธเก่ง 1
โกรธเก่งแล้วต้องง้อมันด้วย 1
งอนพ่อกะแม่ 0
ผิดหวังกะตัวเอง อย่างแรง 1 อย่างเบาะๆ สองสามครั้งมั้ง
ภูมิใจกะตัวเอง พยายามทำทุกวันอยู่
เหตุการณ์ที่ตัดสินใจทำแล้วรู้สึกคุ้มสุดๆ 1 (ไป สสส.)
หกสิบปีแพทย์จุฬา ... 2 งาน เหนื่อย และ ไม่ค่อยพอใจ
ร้องเพลง 3
ร้องไห้ นับไม่ถ้วน (ก่อนสอบ)
เดินเข้าไปสอบอย่างมั่นใจ 3
เดินเข้าไปสอบอย่างมั่นใจ แล้วเดินออกมาคอตก 3
ผิดหวัง เยอะ
เสียใจ เยอะ
แต่ก็ผ่านมาได้ เยอะ
และยังจะอยู่รอเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในถนนสายนี้ อีกนับไม่ถ้วนครั้ง
ขอบคุณเวลา
ขอบคุณชีวิต
ขอบคุณความผิดหวัง ความสมหวัง
และขอบคุณทุกๆเรื่อง "ระหว่างทาง" 12月21日 แรงบันดาลใจ*ความกระตือรือร้น = งานแปลกใจตัวเองจริงๆ เมื่อเวลาที่มีความสุขมากๆ นั้น ไม่ค่อยอยากเขียนสักเท่าไร
ถ้าหากว่าเขียน ก็มักไม่ค่อยลึกซึ้งมากมายอะไร
อาจจะเป็นเพราะว่า อยู่ในฟองสบู่สีรุ้งอารมณ์ฟูฟ่องลอยๆพิกล
เกิดเขียนลงอารมณ์อะไรมากไป เดี๋ยวแม่ฟองสบู่สุดสวยๆก็พาลจะแตกหายวับหมด
แถมคำที่เขียนเวลามีความสุขก็มีแต่เพียงแค่.... ดีจังเลยๆๆ
อ่านแค่นั้น มันไม่ลึกไม่ซึ้งถึงแก่นของความสุขเท่าไร ใครๆ ก็เขียนได้ ก็เลยไม่อยากจะเขียน
สุดท้ายแล้ว จุดประกายแห่งแรงบันดาลใจเลยมาจากอารมณ์เหงาอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวซะมากกว่า
ไม่ยากเลยที่อารมณ์แบบนั้นจะมาบ่อย เพราะดันจับผลัดจับพลูมาอยู่คณะนี้แล้วนี่
สอบแต่ละที ไม่มีน้ำตาได้ยังไงล่ะ?!!
ก่อนสอบทุกครั้ง ความคิดมันวิ่งพล่านยิ่งกว่าจะปะติดปะต่อ
อารมณ์เลยได้ที ผุดหัวแผ่วพรายมาให้เห็นเป็นระยะๆ
ในบางครั้ง จะเข้าใจถึงคำรำพันที่เคยได้ยินเขาว่ากันไว้
บางคำ บางคนอาจจะนึกว่าเข้าใจจริง แต่พอประสบเจอเหตุการณ์อย่างที่เคยได้ยินมากับตัวสิ
...โห มันแรงกว่าที่เคยอ่านเป็นร้อยเป็นพันเท่า เพราะมันเกิดขึ้นกับชีวิตของเราเอง
นั่นแหละ ๆ เอาเป็นว่า แต่ละช่องว่างของความคิดที่ว่านั้น ไอเดีย เหงาเศร้าสร้อยมันก็เลยต้องหาทางระบายออกมา
และมันก็มักจะออกมาอยู่ในสเปซนี่แหละ ไม่ไปไหนสักที
ที่เขียนมายืดยาวนี่ก็เพื่อจะอธิบายว่า ทำไม ช่วงนี้สเปซมันแม่งมีแต่เรื่องแย่ๆ วะ คนเราที่ไหน มันจะเศร้าเหงาอยู่ได้ตลอดปีตลอดไป
ต่อไปจะเขียนเรื่องสนุกๆ บ้างแล้วกัน
แหม ยากนะ เรื่องสุขๆ บางเรื่อง ก็ควรเก็บไว้ในความทรงจำของตนเองเท่านั้นไม่ใช่เหรอ
(อ้าว อีนี่ เรื่องทุกข์ละแบ่งคนอื่นได้ ทีสุขล่ะก็เก็บไว้เชียวนะ)
แปลกอีกอย่าง
ช่วงจะสอบ ไอเดียโคตรวิ่งพล่าน คิดแต่ว่าเมื่อไรสอบเสร็จจะเขียนนู่นเขียนนี่
หรือว่าจะไปทำอะไรๆ ก็แล้วแต่
แหม แรงบันดาลใจมันก็ยังอยู่อ่ะนะ
แต่แบบ สอบเสร็จปุ๊บ มันก็พัดเอาความกระตือรือร้นหายไปด้วยนี่สิ....
ช่วงมีเวลาก็ดั๊นไม่อยากจะทำอะไร
ช่วงไม่มีเวลา ก็อยากทำเป็นร้อยแปดอย่างทั้งๆที่ทำไม่ได้
เฮ้อออ
แรงบันดาลใจ ก็บันดาลแต่ใจไปก่อนแล้วกันนะ กายยังขี้เกียจอยู่อ่ะจ้ะ 12月16日 ผิ ด ห วั งวันนี้รู้สึกผิดหวัง
ทั้งผิดหวังในตัวเอง
และทั้งกลัวเพื่อนจะผิดหวังในตัวเรา
อยากได้เวลาให้ตัวเองนิ๊ด
ต่อไป จะไม่เป็นอย่างนี้อีกนะ
สัญญา 11月27日 ลมพัดเพียงลวงเมื่ออยากจะลงมือเขียนอะไรสักอย่างหนึ่ง
มันมักจะมีอะไร มาทำให้เปลี่ยนใจ แล้วก็ไม่เขียนลงไปจนได้
อาจจะเป็นเพราะ ความตื่นเต้น สดใหม่ เมื่อยามที่ความคิดจุดประกายผ่านสมอง มันหายไปเสียแล้ว
ที่เหลือก็เป็นเพียง คลื่นความคิดเก่าๆ ซึ่งรอยชื้นบนผืนทรายไม่ได้ทำให้เราอยากเขียนขนาดนั้น
ช่วงนี้หน้าหนาวแล้วนะ
หนาวทั้งกายและใจเลยทีเดียว
น่าแปลกที่ปีนี้ อากาศหนาว มีผลต่อจิตใจของเรามากกว่าปีอื่นๆ
น่าสงสัยเหลือเกินว่าเป็นเพราะโตขึ้นด้วยหรือเปล่า
เพราะนี่คือฤดูหนาวสุดท้ายแล้วนะ
เมื่อลมหนาวคราวนี้สลายหายไป มันก็จะพาวัย teenage ของเราลับหายไปพร้อมๆกันด้วย
จุดประเด็น...
ลมหนาวครั้งนี้ นอกจากจะพัดเอาความเย็นพุ่งใส่เราจนตัวสั่นงันงก(จนป่วยนั่งจามอยู่ตอนนี้)
มันยังพาเอาความคิด หรือว่าอดีต ภาพความทรงจำ ความรู้สึกเก่าๆทั้งหลายถาโถมกลับมาใส่
จนแทบตั้งตัวไม่ติดเอาเลยทีเดียว
ความรู้สึกเก่าไล่ย้อนตั้งแต่ ประถม ม.ต้น ม.ปลาย
....และที่มาแรงแซงโค้งคือ ชีวิตมหาลัยปีที่แล้วอันเง้าเหงา
นั่งๆอยู่ วันวานก็ปรากฏในมโนภาพ
ภาพที่บางครั้ง ก็กลับลืมไปแล้ว อยู่ดีๆก็พลันฉายโชนเหมือนมีไฟลุกได้อีกครั้ง
เป็นไปได้ไหมว่า มันคืออาการของคนที่อยากกลับไปเป็นเด็ก...อีก
แต่ก็ได้แค่ฝันละนะ
เพราะพอลมหนาวจากไป
มันคงพัดทั้งความรู้สึกเหล่านี้ออกไป
และทิ้งไว้เพียง...ความเป็นจริงแห่งกาลเวลา
อันลมหนาว ถึงจะทำให้เย็นกาย
หากทำให้ใจร้อนรุ่มได้มิต่างกัน
เนื่องด้วยกระแสหมุนวน ธรรมชาติของลมนั้นยากจะคาดเดา
เช้าเรียบเรื่อย บ่ายคล้อยอาจย้อยตามเวลา กลายเป็นพายุในชั่วคืน
เพียงหลงว่าลมนั้นดี
ข้ามวารอาจเปลี่ยนด้วยลมลวง
ยามเมื่อลมพัดผ่าน ท้ายที่สุดเราก็จะเหลือเพียงความหนาวจิตใจ
...ยิ่งกว่าที่ลมนั้นกระทำ
ปล. สำหรับความเข้าใจที่มากยิ่งขึ้น (หรือบางทีอาจจะไม่ได้ทำให้เข้าใจมากขึ้น)
เพื่อความเข้ากับบรรยากาศ กรุณาเปิด
ลมหนาว บทเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และ ลมหนาว tea for three
ฟังคลอไปด้วย แล้วค่อยตีความ 11月20日 เพราะว่าเพิ่งเข้าใจเราเข้าใจได้ว่าแล้วทำไม โลกถึงได้เป็นอย่างที่มันเป็น
ทำไมมีบางประโยค ที่คนพูดกันแล้ว พยักหน้าหงึกหงักกันอย่างถ้วนทั่ว
...
เพราะบางสิ่งบางอย่าง มันเป็นจริง อย่างไม่ต้องพยายามให้เป็นจริง
และก็คงจริงอยู่อย่างนั้น ตลอดไป
ถ้าเราไม่เคยเขียนไว้ในสเปซนี้ เราก็จะเขียน
แต่ถ้าเคยแล้ว ก็จะขอเขียนอีกครั้ง
ว่า...
เวลาและความรัก...เหมือนกัน
ทั้งเปลี่ยนแปลง...และยาวนานชั่วนิรันดร
เป็นประโยคของใครจำไม่ได้แล้ว
นัยว่าเป็นวลีของทางพื้นบ้านสกอตแลนด์ เพราะมันปรากฏอยู่ในหนังสือ วสันต์ลีลา ของ ว.วินิจฉัยกุล
ไม่รู้จะบอกว่ายังไง
แต่อยากสื่อว่า
ณ บัดนี้
เข้าใจแล้ว
ในสิ่งที่เรียกว่า
ความหลง
อันเป็นความยั่วยวนที่น่าถวิลหา
บาปอันน่าโปรดปรานที่สุดอย่างหนึ่งของซาตาน
และเข้าใจแล้วถึงซึ่งความมั่นคง
ในสภาวะแปรปรวนทางจิตใจที่ผันแปรตลอดเวลา
นั่นหมายถึง คำพูดด้านบนนั้นเป็นจริง
เวลาและความรักเหมือนกัน
นั่นสินะ
ไม่เข้าใจก็ไม่แปลก
ส่วนคนที่อาจเข้าใจก็พยายามตีความกันต่อไป
แต่สำหรับเราตอนนี้
ปัจจุบันขณะแจ่มชัดในใจเหลือเกิน 11月18日 trouble sleepingในที่สุดก็หาเพลงที่ติดหูเจอจนได้
หลังจากได้ยินทางทีวี เพียงประโยคเดียว แล้วติดมากๆ
แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินอีกเลย จนลืมเนื้อไป แบบว่าลืมไปเลยว่าชอบ พอดีริงโทนของน้องรหัสเป็นเพลงนี้ วันก่อนอยู่กะฝ้าย
ได้ยินเสียงเรียกเข้านี้ ก็เลยนึกขึ้นมาได้ ...เหอๆ ลืมง่ายเนอะ
ชอบมากๆ เลย
ฟังแล้วเรื่อยๆ ดี น้ำเสียง เพลง ดนตรี โอยยย
เดี๋ยวจะหัดร้องให้ได้ คอยดู!
เพลง trouble sleeping ค่ะ
Title : Trouble Sleeping
Album : Corinne Bailey Rae Artist : Corinne Bailey Rae It's late and I'm feeling so tired Having trouble sleeping. This constant compromise Between thinking and breathing. Could it be I'm suffering Because I'm never give in? Won't say that I'm falling in love Tell me I don't seem myself Couldn't I blame something else? Just don't say I'm falling in love Some kind of therapy Is all I need Please believe me Some instant remedy That can cure me completely Could it be that I'm suffering Because I'll never give in? Won't say that I'm falling in love Tell me I don't seem myself Couldn't I blame something else? Just don't say I'm falling in love 'cause I've been there before and it's not enough So nobody say it Don't even say it I ve got my eyes shut Won't look, oh No, I'm not in love Could it be I'm suffering Because I'll never give in? I'm falling love Tell me I don't seem myself good enough for something else Just don't say I'm falling in love Falling in love Just don't say I'm falling in love Oh, yeah Falling love ooh Oh, oh, don't say that I'm falling in love, don't say that, oh Just don't say that I'm falling in love, yeah Just don't say that I'm falling in love Don't say but in the answer 'Cause I'll never give in Oh Falling in love Yeah Oh พีเอส. เพลงนี้ได้ยินประโยคเดียวจริงๆนะ แต่จับอกจับใจจริงจัง
เชื่อแล้วว่า คนเขียนเพลงดี แค่คำเดียว ก็ทำคนติดได้ 11月9日 นิดนึงพอโหมดสับสนอีกแล้วอ่ะ
ช่วงนี้
ฉันจะเป็นคนใหม่
คนที่สดใสร่าเริง
พยายามมีรอยยิ้มตลอดเวลา
มั่นอกมั่นใจ
ดั่งนางเอก ที่น่าอิจฉาในหนังสือเหล่านั้น
ในเมื่อรับไม่ได้
ก็จะเป็นผู้ให้
ให้ความรู้สึกดีๆส่งออกไป
หวังว่า
คงมีเพื่อนเข้าใจ
และส่งความรู้สึกดีๆกลับมา
แค่นั้น ...นิดนึงพอ
ฉันค้นคว้าหาคำตอบ เท่าไรไม่เจอ
เพราะอะไรเหตุใดถึงไม่ลืมเธอสักที...
หรือต้องรอให้เธอบอก ฉันเป็นส่วนเกิน
ที่บังเอิญผ่านมาแล้วทำให้เธอกับเขาวุ่นวาย??? 11月2日 ใช่/ไม่ใช่เคยได้ยินป่ะ ว่าคนที่ใช่
ไม่จำเป็นต้องให้ใครมายืนยันอะไรทั้งนั้น
เราก็รู้ว่า เขาเป็นคนที่ใช่
แต่แล้วฉันก็สงสัย
เราจะมีเวลาสับสน เพราะคนที่ใช่ กว่า บ้างไหมอ่ะ?
เมื่อกระวนกระวายสับสน อ่อนไหวเพราะใคร อีก คน อย่างไม่มีสาเหตุ
หรือเป็นแค่ความหลงเฉยๆ หลังจาก ชิน กับคนที่ใช่คนเดิม
หรือว่าที่จริง มันไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย
เมื่อฐานมันไม่มั่นคง
มันเลยแปรปรวนง่ายดายยังงี้
อ่า
เป็นการเปิดประเด็นที่น่าสงสัยขึ้นมาประเด็นหนึ่ง
เปิดแล้วรีบปิดดดดด
ช่วงนี้กินข้าวไม่ค่อยลง
หิว แต่ไม่อยาก
กิน แต่ไม่รู้สึก
คาดว่าน้ำหนักลงไปหลายเลย
เงินก็ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไร (ดีแล้ว เก็บไว้เลี้ยงโต๊ะแล็ป)
ตื่นเต้นแปลกๆวุ้ย
ไม่รู้มันเริ่มจากตรงไหน
และไม่รู้ว่าจะจบลงเช่นไร
แต่สิ่งที่รู้ คือวันนี้ หมดทั้งหัวใจ
ฉันมีเพียงแต่เธอ เท่านั้น
10月29日 ส้นสูงเปลี่ยนความคิดเคยอ่านเจอว่า การใส่ส้นสูง จะทำให้เรารู้สึกดีได้
เหตุเกิดเพราะ วันอาทิตย์ไม่ได้กลับหอมาเหมือนเคย ที่บ้านไม่มีรองเท้าที่ใส่มาคณะได้
ผลก็คือ เพื่อนทักจมเลย เอาละครับ ความมั่นใจมันมาเยอะเลย ไม่รู้ละ เราเหมาทั้งหมดว่ามันเป็นความรู้สึก "ดี" จัง
เมื่อได้มองกรุงเทพมหานครด้วยสายตาที่สูงกว่าเดิมสองนิ้ว ก็เหมือนสิ่งต่างๆที่เราพากเพียรจะทำ แท้ที่จริง มันไม่ยากอย่างที่คิดเลย เพราะที่สำคัญที่สุด เพราะเราได้เรียนรู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงคราวนี้ "เรา" ทำได้ เราเปลี่ยนโลกได้ แค่เรา "ลงมือ" ทำ
คว้าส้นสูงมาใส่ อาทิตย์นึงวันนึง
.... 10月24日 แล้วต่อไป เราจะทำอย่างไรดีเมื่อคนเราแยกความรู้สึกส่วนตัวออกจากการทำงานไม่ได้
ปัญหาก็ตั้งท่าก่อขึ้นมาเป็นเงาๆให้เห็นแล้ว
เมื่อคนเราแยกความรู้สึกส่วนตัวออกจากการทำงานไม่ได้
การมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ มันก็เรียกได้ว่าลำบาก
มีคนมากมายบนโลกนี้ ที่น่าจะเข้ากับเราได้
แต่คนเหล่านั้น ก็เข้ากันเราได้แค่บางเรื่อง
ในบางเรื่อง เราก็อาจจะรับเขาไม่ได้เลยทีเดียว
มองอีกด้าน
คนบางคน เหมาะจะนับถือกันในลักษณะหนึ่ง
แต่ไม่เหมาะที่จะนับถือกันในอีกลักษณะหนึ่ง
เมื่อความสัมพันธ์เปลึ่ยนแปลง เข้ามาใกล้ชิดทางหนึ่ง แต่อาจจะไกลกันอีกทางหนึ่ง
และเมื่อได้รู้ว่า เขาไม่ได้นับถือเราในทางที่เราหวัง ในความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนตำแหน่งไปนั้น
เราก็อาจจะพาลเกลียดเขาเอาได้ง่ายๆ
ก็ในเมื่อ เรา แยก ความ รู้ สึก ส่วน ตัว ออก จาก การ ทำ งาน ไม่ ได้
คำถามก็คือ
แล้วต่อไป เราจะทำอย่างไรดี 10月20日 คิดอย่างนางเอกวันก่อนอ่าน "เลื่อมพรายลายรัก" จบในหนึ่งคืน จับอกจับใจขนาดหนัก
และแล้วจึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า....
ทำไม ถึงได้ชอบขนาดนี้นะ?
เป็นเพราะเนื้อหา?
ข้อคิด?
บทบรรยาย พรรณนาโวหาร?
หรืออันที่จริง เพราะไม่ได้อ่านอะไรยังงี้มานานแล้ว?
สุดท้ายก็ได้คำตอบที่คิดว่าตรงใจที่สุด
เพราะนางเอกของเขามั่นใจดีเหลือเกิน
น่าเอาเป็นแบบอย่างชะมัด
ไม่ต้องกลัวใครๆเขาว่า
ตะลอนเที่ยวโดยไม่ต้องวางแผนรัดกุมเพื่อ"ความปลอดภัย"
แค่สนุกและมีความสุขกับชีวิต
ไม่ปล่อยให้สิ่งดีๆผ่านไปเพียงแค่ยึดติดกับสังคม
มั่นใจในแนวทางชีวิตของตนเอง
นั่นสินะ
เมื่อคนเรา พ้นจากพันธนาการทางกฎเกณฑ์
อิสระก็อยู่ในมือแล้ว
เพียงแค่เปลี่ยนแปลงความคิดเท่านั้น... 10月10日 อีกแล้วฉันตกหลุมรัก(อีกครั้ง)แล้วล่ะ
โน...โน...โน
ต้องดักเอาไว้ก่อน
คราวนี้ ไม่ได้ไปตกหลุมรักนักดนตรีที่ไหนหรอกนะ
ไม่ได้บ้าคลั่งดาราหน้าตาดีด้วย
แล้วก็ไม่ได้กรี๊ดรุ่นพี่คนไหนเลยจริงจริ๊ง
อีกอย่างนะ
คนโชคร้ายคนนั้น ที่ฉันตกหลุมรัก
ฉันยังไม่เคยเห็นหน้าเขาสักครั้งเลยละค่ะ
อ้าว??
ฮะๆ ได้ยินตัวอะไรร้องอ้าวๆแถวนี้แฮะ
นายจะถามว่า แล้วอิฉันไปตกหลุมรักเขาเข้าได้ยังไงใช่ม้า
รักเพราะคำเล่าลือ?
หรือเพราเพื่อนกรั๊ด ฉันกรี๊ดด้วย?
เป็นหนุ่มคลีโอ?
เป็นพระเอกในนิยาย?
หรือว่าเป็นเจ้าชายสูงศักดิ์พลัดถิ่นอย่างแงซาย?
ฮะแอ้ม! กรุณาอย่าเดามั่วซั่วกันต่อไป
อิฉันในฐานะนักหัดเขียนตัวเล็กคนหนึ่ง จะขอประกาศว่า ที่รักแต่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตานั้น เป็นเพราะ
อิฉันหลงรักตัวหนังสือของผู้ชายคนนั้นค่ะ
งานของใคร?
ทำไมถึงหลงรัก?
อ๊ะๆ ได้ยินนะ ว่าแอบถามเรากันอยู่ในใจน่ะ
ใจเย็นๆ จะเล่าให้ฟังเดี่ยวนี้แหละ
ใช่ว่าไม่เคยอ่านงานของเขามาก่อน
เคยน่ะมันเคยแน่
เวลาซื้ออะเดย์ คอลัมน์เขาจะเป็นคอลัมน์แรกสุดที่พลิกอ่านด้วยซ้ำไป
ตื่นเต้นว่า เดือนนี้ เขาจะมามุกไหน(อีก)วะ
...หึหึ แต่ตอนนี้ไม่ได้อ่านอะเดย์แล้วล่ะ หึหึ...
เมื่อวาน ดึกๆหน่อย ไม่มีอะไรทำ
หยิบผลงานรวมเล่มของเขาคนนั้นมาอ่าน
แล้วก็โดนกระแทกอย่างจัง!
ก็ใช่ว่าจะไม่เคยอ่านแล้วกระแทกใจอย่างนี้
หากปกติอ่านทีละหน้าในนิตยสาร แรงก็ย่อมมีน้อยกว่าอ่านหนังสือรวมเล่มจริงป่ะ?
ทุกหน้าที่พลิกผ่าน ตัวอักษรที่เรียงรายมีอานุภาพมหาศาลจนหัวใจดวงน้อยๆนี้มิอาจต้านทานไหว
รัก(ตัวหนังสือของ)เขาเข้าแล้ว ...จริงๆ
อ่านคำอุทิศที่หน้าปก
ก็เพิ่งได้รู้ว่า ผู้ชายคนนี้ ...."นิ้วกลม"
เขาเป็นศิษย์เก่าบดินทรเดชาซะด้วย
ไม่น่าเชื่อว่า เรามีบางอย่างเชื่อมถึงกันด้วย!
p/s
ฉันเขียนเหมือนคนโรคจิตเลย 55+
นิ้วกลมมาเห็นเข้าก็คงกลัวแหงๆ
เด็กอะไรวะ โรคจิตชะมัด เขียนพร่ำเพ้อเป็นบ้าเป็นบอ
แต่ฉันไม่กลัวหรอกเพราะเขาคงไม่เข้ามาอ่านในนี้แน่ๆ ไม่มีทางแจ๊กพอตขนาดนั้น
อีกอย่าง คนเรามันก็โรคจิตด้วยกันคนละอย่างสองอย่างอยู่แล้วนี่
...แล้วฉันจะกลัวไปทำไม
p/s 2
วันนี้ไป"เดิน"ถนนราชดำเนิน อย่างที่ตั้งใจมาด้วยละ
ถือเป็นการย่ำกรุง อย่างแท้จริง
walk of life ย่ำกรุงยามฝนพรำ
ไว้จะมาเขียนทีหลังนะ 10月9日 The Secretคิดคิดอยู่ในใจมาตั้งนานและว่าอยากจะย้ายไปบล็อกแก๊งค์
คิดว่าจะทำจริงๆนะ คือมันเป็นความฝันอย่างหนึ่งก็ว่าได้
แล้วก็รู้สึกว่า แล้วเราจะมีหลายที่ไปทำไมวะ?
ใจหนึ่งคือ เสียดาย เสียดายบทความในนี้เขียนมาก็สองปีกว่าแล้วนะ
(คงมีคนตะโกนว่า แกก็ไม่ต้องลบสเปซนี่ทิ้งสิฟะ)
ไม่ได้เสียดายอย่างนั้นหรอกนะ
คนเรามันก็ต้องมีความผูกพันกับอะไรบ้างสิ
จากที่เคยกดเข้าไปดูแต่สเปซ ก็ต้องเปลี่ยนไป
(แล้วมันหนักหนาสาหัสตรงไหนฟะ)
ก็ไม่เท่าไร แต่ว่า...
(แกก็มีหลายๆที่ดิ ไม่เห็นเป็นไร ใครๆก็ทำกัน)
อืม ไอ้ประโยคใครๆก็ทำกันเนี่ยแหละ ทำให้ไม่อยากทำ
อีกอย่าง เรามาพร่ำบ่นตรงนี้ไปทำไม?
จะให้ใครอ่านเหรอ? หรือว่าให้มีคนมาเม้นเยอะๆ?
ตอบได้ทันทีว่าไม่ใช่
เขียนเพราะอยากเขียน
เขียนเพราะรู้ว่า อีกไม่นาน ฉันจะเป็นนักเขียนที่ดีได้แน่ๆ
ถ้าตั้งใจฝึกในฐานะ "คนเขียน" อย่างนี้ไปเรื่อยๆ
เราอยากชี้ให้ดูความต่างนิดหน่อย
สเปซ ที่ว่าง โลกส่วนตัวแห่งหนึ่ง
"แก๊งค์" หรือ hi5 ดูเป็นพื้นที่หาเพื่อนมากกว่า
ไม่รู้สิ การที่ต้องคอยแอดเพื่อนมันไม่ใช่เราหวะ
ก็อาจจะมีคนเถียงอีกว่า สเปซก็มีแอดเพื่อนหนิ
อืม มันก็จริง แต่ตอนที่ทำแรกๆเลย เมื่อสองปีก่อนน่ะ
คนที่เข้าได้ ก็คือคนที่อยู่ในลิสต์เอ็มฯ ถูกป่ะ
มันไม่ต้องแอดอ่ะ ก็เลยทำ
แล้วเราจะมาแจงเหตุผลทำไมวะ?
..
..
..
(ข้อแก้ตัว ไม่ยอมทำบล็อกไงละ 55+)
แต่ไม่แน่นะ ในเมื่อมันเป็นความฝันของเรานิ
เราอาจจะย้ายก็ได้ เหอๆ อนาคตไม่แน่นอนนี่นา
พล่ามมาพอสมควร
จะบอกว่า วันนี้ได้อ่านเรื่อง The Secret
หนังสือที่มียอมขายอันดับหนึ่งติดต่อกัน 35 สัปดาห์ในอเมริกา
อ่ะนะ เห็นอย่างนั้นแล้ว ก็นึกสงสัยว่า หนังสือนี่มันมีดีตรงไหนล่ะ ถึงได้ทำสถิติขนาดนั้น
รูปร่างหน้าปก สวยอยู่ พอดีเราชอบพวก "ครั่ง" อยู่แล้ว
พอเห็นเอามาประยุกต์เป็นปกเลยยิ่งจี๊ด แหม สวยจริงๆนะ
อ่านยังไม่จบหรอก
หากแค่ครึ่งเล่มก็ทำให้ เรามีกำลังใจขึ้นมายังไงบอกไม่ถูก
เนื้อหาเป็นยังไง ใครอยากรู้ต้องไปหาอ่านเอาเองนะ
ขอโปรยไว้ก่อนละกันว่า "ความลับ" ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้
ถูกค้นพบโดยบุคคลมีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งนั้น
ในหนังสือกล่าวถึงทั้ง เพลโต กาลิเลโอ ไอน์สไตน์ ฯลฯ
(สารภาพว่าตอนที่เห็นเขาเอ่ยถึงคนดังเหล่านี้ ทำให้แอบนึกถึง Davinci's Code ยังไงไม่รู้แหะ
แต่ว่า เรื่องนี้มันไม่ใช่นิยายอย่างนั้นเท่านั้นเอง)
"ความลับ" ที่มีบุคคลส่วนน้อยเท่านั้นมีโอกาสรู้
"ความลับ" ที่กำคำตอบของคำถามที่ไม่อาจตอบ
ผู้เขียนรวบรวมข้อมูลเยอะดี น่าสนใจ แถมเขียนชี้นำ ชักนำ ให้เห็นชอบไปตามนั้นได้ง่ายดายมาก
อ่านๆไป ฉุกคิดเล็กน้อยในฐานะเป็นชาวพุทธที่มีศรัทธาคนหนึ่ง
"The Secret"
กำลังเอ่ยเรื่องเดียวกับ ที่พระพุทธเจ้าสอนเราหรือเปล่านะ?
...ทิ้งท้าย
เรากำลังทดลองบางอย่างของกฏในหนังสืออยู่
กฏนี้เป็น "ความลับ" อย่างหนึ่งที่คนทั่วไปไม่รู้
ถ้ามันได้ผล แสดงว่า
"ความลับ" คงเป็นเรื่องจริง
...ทิ้งท้ายกว่า
สงสัยจะต้องไปหา "ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ" มาอ่านซะแล้วล่ะ 10月7日 Why do I love you so?วันนี้ซื้อหนังสือมาเล่มนึง
รู้สึกคุ้มมากๆ กับ 159 บาทที่จ่ายออกไป
(ทั้งๆที่ตอนนี้เกือบหมดตัวแล้วเพราะเครื่องสำอาง ฉันควรจะประหยัดทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายมันถึงจะถูก)
ดีใจจังที่ตัดสินใจซื้อมา
คือจริงๆ แล้ว เดินหาซื้อเล่มนี้ตั้งแต่วันศุกร์แล้วล่ะ
แต่รู้มั้ยว่า ร้านนายอินทร์ที่พารากอน ไม่มีหนังสือเล่มนี้!!!
ช่างน่าแปลกอะไรเช่นนี้
เอาเถอะ
จะบอกชื่อหนังสือและ
ชื่อ "Why do I love you so?" ที่เป็น title คราวนี้ไง
มันเป็นนิยายขนาดกะทัดรัดที่เราอ่านสองชั่วโมงจบ
แต่ตอนนี้เรายังอ่านไม่จบนะ
เรายังไม่อยากให้มันจบน่ะ
รู้ตัวเลยว่าตั้งแต่เปิดหน้าแรกขึ้นมา
จนถึงตอนนี้ ยิ้ม กลั้นยิ้ม หลุดหัวเราะไปหลายรอบแล้ว
จนคนทักแน่ะ ว่าตอนนี้อารมณ์ดีนะ ผิดกับอาทิตย์ที่แล้วเยอะเชียว
แน่น่ะซีคะ ก็อาทิตย์ที่แล้ว ตั้งหน้าตั้งตาอ่านแต่ CVS GI Endocrine แล้วก็ GU ซะจนหัวหมุนนี่คะ
มาอ่าน Why do I love you so? มันคนละฟีลเลย
แต่ดีนะ ไม่ค่อยมีใครทักว่าเราหน้าตายิ้มแย้มสักเท่าไรหรอก ก็เราหน้าดุจะตาย ใช่มะ
ตาก็ดุ๊ดุอยู่แล้ว ใต้ตาก็ดำยังกะทายาทช่วงช่วงหลินฮุ่ยเลยทีเดียว
Why do I love you so? ทำให้คิดถึงเรื่องสมัยมอปลายมาเลยทีเดียว
ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต...
แต่...
ถ้าถามว่าเราอยากกลับไปมอปลายไหม
ไม่อ่ะ ตอนจบ ก็อยากจะจบมอหกจะแย่
ไม่อยากใส่ชุดนักเรียนแล้ว รองเท้าหนังสีดำก็พอกันที เลิกๆ
แต่ถ้าถามว่าเราอยากโตไปกว่านี้อีกไหม
ก็ไม่ค่อยแฮะ ดูชีวิตมันเริ่มโหดร้ายขึ้นทุกวันๆที่เลยผ่าน
อยากอยู่ยังงี้แหละ ปิดเทอมยังงี้ไปนานๆ
เป็นไปไม่ได้สินะ
แต่..
รู้สึกไหมว่าเราเขียนคำว่า "แต่" เยอะจัง
555+
ชีวิตมอปลายก็เหมือนเพื่อนเราน่ะแหละ
เพื่อนสมัยเด็ก เด็กมากๆเลยนะ
อย่างตอนอนุบาลน่ะ
จำได้ไหม ก็ตอบว่าจำได้
มีความสุขไหมตอนนั้น ก็คงต้องบอกว่า...สุข
ทุกข์ตอนนั้นมันจะมีอะไรอ่ะ นอกจาก ครูตีเพราะไม่ยอมนอนกลางวัน
กินข้าวไม่หมดแล้วครูว่า โดนบังคับให้กิน
เวลาว่างปุ๊บก็วิ่งเล่นปั๊บ แล้วก็โดนเพื่อนผู้ชายแกล้งเปิดกระโปรง
จำได้อีกว่าโดนเพื่อนรักหักหลัง เอาคำสารภาพรักของฉันไปบอกเพื่อนผู้ชายคนนั้น
โคตรอายอ่ะ แต่ตอนนั้นฉันสมหวังนะ 555+
อ๋อๆ อีกอย่าง ตอนนั้นกลัวมากว่าแม่จะไม่มารับกลับบ้าน ไม่ชอบอยู่รอเป็นคนสุดท้าย
(ที่จริงก็ไม่ได้เป็นคนสุดท้ายเล้ย ประสาทไปเอง)
ความทรงจำที่ดีกับเพื่อนอนุบาลก็ลางๆแล้วล่ะ ถึงอย่างนั้นเราก็ยังพอจำได้นะ
ถ้าถามว่าอยากเจอไหม ก็คงอยาก
แล้วก็คงแปลกใจที่เพื่อนๆโตขึ้น ไม่ได้ตัวเล็กเหมือนอย่างที่อยู่ในความทรงจำ
แต่ถ้าถามว่า เราอยากจะกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมไหม
บางที เราอาจจะตอบว่าไม่
เราเพียงแค่อยากนึกถึงสิ่งสวยงาม ความทรงจำล้ำค่าในชีวิต
โดยไม่ต้องการจะเข้าไปมีส่วนแทรกแซง ทำให้ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป
ทั้งของเขา และของเรา
เพียงแค่เก็บไว้นึกถึงวันเวลาดีๆเก่าๆ เท่านั้นเอง
แต่...
ขอเขียนแต่อีกสักครั้งนะจ๊ะ
ว่าแต่ว่าความทรงจำตอนอนุบาลกะ Why do I love you so? มาเกี่ยวไรกันได้เนี่ย??
อ๋อๆ มันเกี่ยวกับความทรงจำล้ำค่าเกี่ยวกับเพื่อนๆ ใช่ป่ะๆ
ลากยาวมาไกลแฮะ
เฮ้อ เรานี่ เพ้อเจ้อจริงๆเล้ย! 10月3日 พาราที่รักเมื่อเวลาใกล้สอบ หมูหวานอัพสเปซบ่อย
พร่ำบ่นเหมือนคนบ้า
เมื่อเวลาสอบ
หมูหวานอัพสเปซบ่อยกว่าซะอีก
ขณะสอบ
ก็คิดว่าเหตุการณ์นี้จะเอาไปใส่ในสเปซยังไงดี?
เป็นบ้ามะ
ระหว่างสอบชอบปวดหัวทุกทีเลย
โดยเฉพาะเวลานั่งอยู่หน้าข้อสอบแล้วอ่ะนะ จะยิ่งปวดหัวมากจนลืมตาไม่ขึ้นเลยทีเดียว
กินพาราเยอะเหมือนกินข้าวอยู่แล้วเนี่ย
ก็รู้อ่ะนะว่ามันไม่ดีเท่าไร แต่ไม่กินก็ไม่ได้
ที่จริง กินไป ก็เหมือนจะเป็น placebo มากกว่าซะด้วย
แต่ไม่กินไม่ได้อ่ะ
มันปวดเกินจะทนจริงๆ
ไมเกรนอ่ะเปล่า? ไม่อ่ะ อาการปวดมันไม่ใช่
เกิดจากความเครียดอ่ะแหละ
..
..
..
เฮ้ๆๆ
แต่เราไม่ได้เครียดนี่ 10月1日 เครียดไม่เครียดไม่เครียดไม่เครียดโอย
ปวดหัว
ไม่เครียดนะไม่เครียด
แต่ปวดหัวมั่กๆ
จะอ่านCVS มันไปทำม้ายม่ายรุ
เสียเวลาชะมัด
ฮือๆๆ
ไม่เครียดนะไม่เครียด 9月29日 ความสุขแค่ลงมือเขียนอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์กลับมาอยู่บ้านแหละ
เรื่องของเรื่องมันเกิดจาก วันจันทร์ (มั้ง) เกิดการปวดหัวอย่างใหญ่หลวง
ไม่สามารถแม้แต่ลืมตาอ่านหนังสือได้เลย
นอนก็นอนไม่หลับอีก ทั้งๆที่พยายามข่มตา มันเต้นตุ๊บๆไปหมดเลย
พอสามทุ่มได้มั้ง พ่อโทรมาหา ได้ยินเสียงอ่อนๆ เพลียๆของเราแล้วก็ตกใจ
แม่แย่งพ่อไปคุย ซักถามๆได้สักพักว่าเป็นอะไร
พอรู้ว่าที่หอไม่มียา (แย่เนอะ แบบว่ายาหมด เรากินพาราเยอะมากๆ นะช่วงนี้)
แม่ก็แบบ อยากให้กลับบ้านขึ้นมาทันที
และแล้ว สี่ทุ่มครึ่งวันนั้น เราก็มาถึง บ้าน
"จะ"ปิดเทอมแล้ว
ช่วงนี้เหนื่อยจัง มะกี้เปิด AC ทำ ทำไม่เห็นได้สักข้อเลยมาเล่นเน็ตแทน 55+
เค้าว่ากันว่า การมีความสุข ลงมือทำได้ไม่ยากเลย
และวิธีหนึ่งที่จะมีความสุขได้ (ถึงแม้ว่ายังไม่มีเวลาได้ทำ) ก็เริ่มต้นง่ายนิดเดียว
นั่นคือการ เ ขี ย น
เขียนสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขออกมา
แค่นั้นก็ทำให้"เริ่ม"ลืมทุกข์ไปได้หน่อยๆแล้วล่ะ
และฉันกำลังจะเขียน
ปิดเทอมนี้ฉันจะ...
...
-เดินเที่ยวกรุงเทพด้วยสองเท้าของฉัน อืม ที่จริงถ้าเดินจากบ้าน ฉันก็คงไปได้ไกลแค่เกษตรอ่ะนะ
ไกลสุดๆคงไม่พ้นเมเจอร์รัชโยธินแหงๆ แต่ก็อยากเดินอ่ะ จะทำไม อยากเที่ยวแบบประหยัด
หาความสุขที่ไขว่คว้าได้แค่ "การเดินไปถึง"
-อยากไปเดินแถวๆ "กรุงเทพ" ที่ตั๊กกี้มันว่าว่าเหมือน "กรุงรัตนโกสินทร์" คือเรารู้สึกว่ากรุงเทพส่วนที่เป็น
ถนนราชดำเนินมันคือ กรุงเทพแบบที่เป็นกรุงเทพอ่ะ ที่ที่เราอยู่ตอนนี้มันปัจจุบันไปหน่อย
อยากย้อนๆไปรำลึกอดีต (ที่เกิดไม่ทันนะ เราไม่ได้แก่ขนาดน้าน) นะ หนีบเอาหนังสือเสน่ห์ร้านเก่าไปด้วยก็แจ๋วเลย
-ไปเดินแถวทองหล่อด้วย จริงๆเราไม่ค่อยได้ไปแถวนั้นเท่าไร พ่อกะแม่ไม่ชอบอ่ะ ไม่รู้ทำไม
ทั้งๆที่บ้านพ่อเก่าก็เคยอยู่แถวนั้น (ป่ะวะ หรือว่าจำผิด?) รอจะมาคนพาไป ชาตินี้คงอีกนานแหงๆ
พอคิดได้ ก็เลยแบบ เออ แล้วเราจะรอใครวะ อยากไปก็ไปดิ ไปเองเลยดีกว่า ไปคนเดียวน่าจะสนุกกว่า
ทำอะไรไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องเกรงใจด้วย ใช่มะๆ ไปเดินมันนี่แหละ เข้านอกออกใน
เลี้ยวๆผิดถูกก็ช่างมัน หลงก็ค่อยเรียกแท็กซี่กลับบ้าน
จะได้คุ้นๆถนนหนทางในเมืองมั่ง ตอนนี้หมกตัวจะยิ่งกว่าสาวบ้านนอกแล้วเนี่ย
-หาไทยแลนด์แกรนด์เซลส์สักงาน แย่จริงๆเลยที่ไอ้งาน CMG มันจัดก่อนสอบเสร็จ ...ไม่น่าเลย
ส่วนงานหนังสือ อันนี้มันเปิดเทอมแล้วนี่ ... แต่ฉันจะไปทุกวันที่ว่างเลยคอยดู!
-ซื้อนิยายได้แล้วว ดวงตะวันเค้าออกมาตั้งนาน ฉันเก็บกดมาหลายเดือนอ่ะนะ แฟนๆเค้าอ่านกันไปกี่รอบแล้วยะ
ไอหมูหวานยังไปจับได้แค่ปก กะไปแอบเปิดบทนำในเน็ตดูเท่านั้นเอง
-แปลงไอพอดตัวเอง
-อยากไปเที่ยวจัง คงไม่มีโอกาส เชี่ยจริงๆเลย มันเป็นปิดเทอมหรือว่าหยุดชดเชยฟะ?
-ซื้อเบสใหม่ ที่ใช้อยู่มันปิดอะไรไม่เห็นได้เล้ย ยังลังเลๆ ระหว่างมิชชากะคิสอยู่นะเนี่ย
แบบว่าฟังคำแนะนำเยอะเกินไป เลยเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว ฮ่าๆ
-นอกจากเบสที่จะซื้อใหม่ ยังมี...บลัชกะคอนซีลเลอร์ อ๊า
วันก่อนไปเลือกบลัชที่บู๊ทส์มั้ง(แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมั่นใจบู๊ทส์แล้วยังไงไม่รู้ อ่านข่าวมันไม่ค่อยจะดีจัง)
ของโบทนิคหรือNo7จำไม่ได้และ
ได้สี(ที่เราคิดว่า)งามๆ แต่เหมี่ยวกะแหวนว่าสีเหมือนผิวมันช้ำๆ เฮ้อออ
ศิลปะกับเราไม่เคยไปกันได้เลยหรือไงวะ?
อีกอย่างหนึ่งนะกะสินค้าพวกนี้ มันเป็นสัจธรรมเลยทีเดียวที่....
ของดีไม่จำเป็นต้องแพง แต่ของแพงมักจะดี แล้วของดีที่เราอยากได้ก็มักจะแพง!
-อยากเขียนเรื่องสั้นจัง
-อยากซิ่ว (เอ๊ะ!) ไม่อ่ะ ไม่ได้อยากซิ่ว อยากเรียน อยากรู้ แบบไม่มีสอบได้ไหม
เราก็อยากรู้เรื่องเรียนนะ อยากขวนขวายเหมือนกัน ใครบ้างล่ะจะไม่ ก็เมื่ออยู่ในคณะนี้
ก็ยอมรับแต่แรกแล้วว่ามันเป็นหน้าที่ที่พึงทำ เพียงแต่ เราไม่อยากร้องไห้อีกก็เท่านั้น
วันก่อนตรีวุฒิเปิดประเด็นเรื่อง อาชีพอะไรที่มันสบายๆ ไรเงี้ย
หมูหวานเสนออาชีพ "เมียทูต" 555+
เพราะมันไม่ต้องทำอะไร กฏหมายเค้าว่าห้ามทำงานใช่มะ(ไม่งั้นมันมีผลประโยชน์เกื้อกูล เดี๋ยวยุ่ง)
ที่ทำก็มีแค่ไปตปท.กะสามีตัวเอง
เข้านอกออกในเดินชมวัฒนธรรมเมืองนั้น (ซึ่งเราว่าน่าสนใจนะ เราชอบเรียนประวัติศาสตร์)
เย็นๆจัดปาร์ตี้ สร้างความสนุกสนานให้บรรดาภรรยาเอกอัครราชทูต
วางตัวดี เพื่อชื่อและเกียรติของสามีและประเทศ อ๊ะ ออกจะเป็นอาชีพในฝัน
โห...แหวน กะเก่ง โถมใส่ ฟันยับชนิดไม่นับคะแนน
เก่งบอกว่า งั้นแกไปเลย ลาออกไปเลย ไปหาแฟนแถวรัฐศาสตร์ไป
(เอิ่ม ฉันก็พูดเล่นอ่ะนะ ใครจะไปจริงวะ แล้วใครมันจะมาเอาวะ เรียนก็ไม่จบ 55+)
แหวนบอกว่า ก็ไม่ดีหรอกนะ มันต้องรักษาหน้าตลอดเวลา แกจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง
เป็นเหมือนเซเลบเลย ไงงั้น ต้องทันการเมืองด้วย รู้หน้ารู้หลัง รู้เขารู้เรา
ต้องเก่งเหมือนกันนะ ไม่ใช่ว่าเป็นอาชีพที่สบายๆเมื่อไร
อืม ไอพวกนี้พูดซะเป็นจริงเป็นจังเหมือนเราจะลาออกไปหาแฟนเป็นทูตจริงๆ
ฉํนก็เสนอเล่นๆโว้ย แค่ตรีวุฒิเปิดประเด็นมาหน่อยเดียวไปซะยาว
คนเรามีสมองก็ต้องใช้สิวะ อุตส่าห์เรียนมาขนาดนี้แล้ว จะให้ทิ้งไปเป็น หลังบ้านอย่างเดียวฉันไม่เอาด้วยหรอก
-คุยกะ target เค้าดูเครียดๆจังเลยนะ หม่นหมองไม่สดใสเหมือนที่จำได้เลย
อยากให้ยิ้มให้ดูสักหน่อยน่า มากไปไหมนะ
เขียนมาสักพัก เริ่มเพลินแล้ว
สุขขึ้นนิดหน่อยจริงๆด้วย
เฮ้อ แต่ตอนนี้คง หมดเวลาสนุกแล้วซิ
...ไปอ่านหนังสือและๆ 9月23日 เพียงสถานะที่แตกต่างนี่นาย
เรามีอะไรจะมาบอกแหละ
นายรู้ไหม ว่าเราจะปิดเทอมแล้ว?
แล้วนายรู้หรือเปล่า ว่าเรามีแพลนประมาณสามพันล้านอย่างที่อยากทำ
แล้วนายรู้อีกหรือเปล่า ว่าเราปิดวันที่เท่าไร
เราเคยปิดเทอมช้าขนาดนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร
แล้วเราเคยเปิดเทอมเร็วขนาดนี้ ครั้งสุดท้ายเมื่อไร
แล้วระหว่างปิดเทอม เราต้องทำงานด้วยตลอดปิดเทอม ครั้งสุดท้ายเมื่อไร (อันนี้ตอบได้หวะ ปิดเทอมที่แล้ว55)
นายรู้ไหมว่าเราเหนื่อยจัง
แม้คนอื่น อาจไม่เห็น แต่เรารู้ว่าเราเหนื่อย
นายรู้ป่ะ ว่าเดือนนี้เราร้องไห้ไปกี่รอบแล้ว?
นายไม่รู้ เพราะนายไม่เห็น
และนายไม่รู้ ว่าเราข่มมันไว้อีกหลายครั้ง
แต่นายรู้ไหม ว่าเรายังไม่ท้อหรอก
เพราะเรารู้ว่ามีคนแย่กว่าเราอีกเยอะ
คนที่เหนื่อยกว่า
คนที่ลำบากกว่า
คนที่ทุกข์ของเขา แก้ไม่ได้ ด้วยแวบหนีไปเปิดโต๊ะเครื่องแป้งในพันทิพ
หนีไปร้านทำผม ไปชอปปิ้งแหลกลาญ
เปิดแอร์เย็นจัดๆ นอนในกองผ้าห่มอุ่นๆ กินไอติมคนเดียวเป็นไพน์ แล้วก็อ่านนิยายหน้าตาเฉย
และ.........แก้ไม่ได้ด้วยการอ่านหนังสือให้หมด
โลกนี้มีอะไรมากมายให้เราเรียนรู้นอกจากตำรา
ใช่ มันสำคัญก็จริง และมันอาจจะ"ถูกต้อง"เพราะเราเป็นวัยกำลังศึกษา
แต่ชีวิตเรียบๆอย่างนั้นมันแห้งแล้งจัง
ทำไมเราต้องนอนตีสองตื่นหกโมง
เพื่อมาอ่านหนังสือทั้งๆที่อารมณ์อ่านไม่มีเลยสักกะนิด
ทำไมเราต้องเหนื่อย แล้วร้องไห้
แล้วให้พ่อซึ่งทำงานมาเหนื่อยกว่า และหลับไปแล้วด้วย ลุกมาปลอบ
บางขณะเวลาของชีวิต
เราคงต้องการหนีไปจากความถูกต้องเหมือนกัน
ในเวลาที่เราควรจะนั่งอ่านหนังสืออย่างคร่ำเคร่ง ทำความเข้าใจในบทเรียน
ตีโจทย์ให้แตก ซึมซับบทเรียนเข้าไปในแก่น
เราก็ควรจะหนีไปแอบตะลุยบล็อกแก๊งสาวๆในโต๊ะ
อาจจะต้องการไอติมอีกสองไพน์
นิยายขนาด600หน้าอีกสักสามเล่ม
อ้อ ขอมติชนสุดสัปดาห์ด้วยนะ
ขอไอพอดเสียบหู เปิดเพลงที่ชอบวนไปวนมา
นอนกอดหมอนข้างใบโปรด หลับตา
เดินไปเดินมาในบ้าน หาเรื่องกับหมาหน้าบ้าน
ชวนพี่ชายข้างบ้านทะเลาะกัน 55
ทำตัวหงุงหงิงอ้อนพ่อกะแม่
ไปชอปกะแม่
...แล้วก็พาพ่อหนีแม่ไปซื้ออุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลายที่พ่ออยากได้
ทำตัวไร้สาระไปวันๆ
เพื่อให้ชีวิต "มีอะไร" อย่างที่ "ไม่อาจมี" ในชีวิตประจำวัน
นายอาจจะเถียงเราว่า ก็เราเป็นหมอ "ว่าที่คุณหมอ" คนไข้กำลังรอเราอยู่
การเรียนให้รู้ เป็นหน้าที่ในสถานะนิสิตแพทย์ขณะนี้
แต่มันคงไม่ผิดและไม่เห็นแก่ตัวเกินไปใช่ไหมที่เราจะตอบว่า
เราเลือกที่จะเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาๆน้ำหนักเกือบจะเกินมาตรฐานคนหนึ่ง ซึ่งมีพ่อกับแม่คอยอยู่ที่บ้าน
...เหมือนกัน |
|
|