| MooWaN 的个人资料++MooWaN~日志列表网络 | 帮助 |
|
9月29日 ความสุขแค่ลงมือเขียนอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์กลับมาอยู่บ้านแหละ
เรื่องของเรื่องมันเกิดจาก วันจันทร์ (มั้ง) เกิดการปวดหัวอย่างใหญ่หลวง
ไม่สามารถแม้แต่ลืมตาอ่านหนังสือได้เลย
นอนก็นอนไม่หลับอีก ทั้งๆที่พยายามข่มตา มันเต้นตุ๊บๆไปหมดเลย
พอสามทุ่มได้มั้ง พ่อโทรมาหา ได้ยินเสียงอ่อนๆ เพลียๆของเราแล้วก็ตกใจ
แม่แย่งพ่อไปคุย ซักถามๆได้สักพักว่าเป็นอะไร
พอรู้ว่าที่หอไม่มียา (แย่เนอะ แบบว่ายาหมด เรากินพาราเยอะมากๆ นะช่วงนี้)
แม่ก็แบบ อยากให้กลับบ้านขึ้นมาทันที
และแล้ว สี่ทุ่มครึ่งวันนั้น เราก็มาถึง บ้าน
"จะ"ปิดเทอมแล้ว
ช่วงนี้เหนื่อยจัง มะกี้เปิด AC ทำ ทำไม่เห็นได้สักข้อเลยมาเล่นเน็ตแทน 55+
เค้าว่ากันว่า การมีความสุข ลงมือทำได้ไม่ยากเลย
และวิธีหนึ่งที่จะมีความสุขได้ (ถึงแม้ว่ายังไม่มีเวลาได้ทำ) ก็เริ่มต้นง่ายนิดเดียว
นั่นคือการ เ ขี ย น
เขียนสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขออกมา
แค่นั้นก็ทำให้"เริ่ม"ลืมทุกข์ไปได้หน่อยๆแล้วล่ะ
และฉันกำลังจะเขียน
ปิดเทอมนี้ฉันจะ...
...
-เดินเที่ยวกรุงเทพด้วยสองเท้าของฉัน อืม ที่จริงถ้าเดินจากบ้าน ฉันก็คงไปได้ไกลแค่เกษตรอ่ะนะ
ไกลสุดๆคงไม่พ้นเมเจอร์รัชโยธินแหงๆ แต่ก็อยากเดินอ่ะ จะทำไม อยากเที่ยวแบบประหยัด
หาความสุขที่ไขว่คว้าได้แค่ "การเดินไปถึง"
-อยากไปเดินแถวๆ "กรุงเทพ" ที่ตั๊กกี้มันว่าว่าเหมือน "กรุงรัตนโกสินทร์" คือเรารู้สึกว่ากรุงเทพส่วนที่เป็น
ถนนราชดำเนินมันคือ กรุงเทพแบบที่เป็นกรุงเทพอ่ะ ที่ที่เราอยู่ตอนนี้มันปัจจุบันไปหน่อย
อยากย้อนๆไปรำลึกอดีต (ที่เกิดไม่ทันนะ เราไม่ได้แก่ขนาดน้าน) นะ หนีบเอาหนังสือเสน่ห์ร้านเก่าไปด้วยก็แจ๋วเลย
-ไปเดินแถวทองหล่อด้วย จริงๆเราไม่ค่อยได้ไปแถวนั้นเท่าไร พ่อกะแม่ไม่ชอบอ่ะ ไม่รู้ทำไม
ทั้งๆที่บ้านพ่อเก่าก็เคยอยู่แถวนั้น (ป่ะวะ หรือว่าจำผิด?) รอจะมาคนพาไป ชาตินี้คงอีกนานแหงๆ
พอคิดได้ ก็เลยแบบ เออ แล้วเราจะรอใครวะ อยากไปก็ไปดิ ไปเองเลยดีกว่า ไปคนเดียวน่าจะสนุกกว่า
ทำอะไรไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องเกรงใจด้วย ใช่มะๆ ไปเดินมันนี่แหละ เข้านอกออกใน
เลี้ยวๆผิดถูกก็ช่างมัน หลงก็ค่อยเรียกแท็กซี่กลับบ้าน
จะได้คุ้นๆถนนหนทางในเมืองมั่ง ตอนนี้หมกตัวจะยิ่งกว่าสาวบ้านนอกแล้วเนี่ย
-หาไทยแลนด์แกรนด์เซลส์สักงาน แย่จริงๆเลยที่ไอ้งาน CMG มันจัดก่อนสอบเสร็จ ...ไม่น่าเลย
ส่วนงานหนังสือ อันนี้มันเปิดเทอมแล้วนี่ ... แต่ฉันจะไปทุกวันที่ว่างเลยคอยดู!
-ซื้อนิยายได้แล้วว ดวงตะวันเค้าออกมาตั้งนาน ฉันเก็บกดมาหลายเดือนอ่ะนะ แฟนๆเค้าอ่านกันไปกี่รอบแล้วยะ
ไอหมูหวานยังไปจับได้แค่ปก กะไปแอบเปิดบทนำในเน็ตดูเท่านั้นเอง
-แปลงไอพอดตัวเอง
-อยากไปเที่ยวจัง คงไม่มีโอกาส เชี่ยจริงๆเลย มันเป็นปิดเทอมหรือว่าหยุดชดเชยฟะ?
-ซื้อเบสใหม่ ที่ใช้อยู่มันปิดอะไรไม่เห็นได้เล้ย ยังลังเลๆ ระหว่างมิชชากะคิสอยู่นะเนี่ย
แบบว่าฟังคำแนะนำเยอะเกินไป เลยเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว ฮ่าๆ
-นอกจากเบสที่จะซื้อใหม่ ยังมี...บลัชกะคอนซีลเลอร์ อ๊า
วันก่อนไปเลือกบลัชที่บู๊ทส์มั้ง(แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมั่นใจบู๊ทส์แล้วยังไงไม่รู้ อ่านข่าวมันไม่ค่อยจะดีจัง)
ของโบทนิคหรือNo7จำไม่ได้และ
ได้สี(ที่เราคิดว่า)งามๆ แต่เหมี่ยวกะแหวนว่าสีเหมือนผิวมันช้ำๆ เฮ้อออ
ศิลปะกับเราไม่เคยไปกันได้เลยหรือไงวะ?
อีกอย่างหนึ่งนะกะสินค้าพวกนี้ มันเป็นสัจธรรมเลยทีเดียวที่....
ของดีไม่จำเป็นต้องแพง แต่ของแพงมักจะดี แล้วของดีที่เราอยากได้ก็มักจะแพง!
-อยากเขียนเรื่องสั้นจัง
-อยากซิ่ว (เอ๊ะ!) ไม่อ่ะ ไม่ได้อยากซิ่ว อยากเรียน อยากรู้ แบบไม่มีสอบได้ไหม
เราก็อยากรู้เรื่องเรียนนะ อยากขวนขวายเหมือนกัน ใครบ้างล่ะจะไม่ ก็เมื่ออยู่ในคณะนี้
ก็ยอมรับแต่แรกแล้วว่ามันเป็นหน้าที่ที่พึงทำ เพียงแต่ เราไม่อยากร้องไห้อีกก็เท่านั้น
วันก่อนตรีวุฒิเปิดประเด็นเรื่อง อาชีพอะไรที่มันสบายๆ ไรเงี้ย
หมูหวานเสนออาชีพ "เมียทูต" 555+
เพราะมันไม่ต้องทำอะไร กฏหมายเค้าว่าห้ามทำงานใช่มะ(ไม่งั้นมันมีผลประโยชน์เกื้อกูล เดี๋ยวยุ่ง)
ที่ทำก็มีแค่ไปตปท.กะสามีตัวเอง
เข้านอกออกในเดินชมวัฒนธรรมเมืองนั้น (ซึ่งเราว่าน่าสนใจนะ เราชอบเรียนประวัติศาสตร์)
เย็นๆจัดปาร์ตี้ สร้างความสนุกสนานให้บรรดาภรรยาเอกอัครราชทูต
วางตัวดี เพื่อชื่อและเกียรติของสามีและประเทศ อ๊ะ ออกจะเป็นอาชีพในฝัน
โห...แหวน กะเก่ง โถมใส่ ฟันยับชนิดไม่นับคะแนน
เก่งบอกว่า งั้นแกไปเลย ลาออกไปเลย ไปหาแฟนแถวรัฐศาสตร์ไป
(เอิ่ม ฉันก็พูดเล่นอ่ะนะ ใครจะไปจริงวะ แล้วใครมันจะมาเอาวะ เรียนก็ไม่จบ 55+)
แหวนบอกว่า ก็ไม่ดีหรอกนะ มันต้องรักษาหน้าตลอดเวลา แกจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง
เป็นเหมือนเซเลบเลย ไงงั้น ต้องทันการเมืองด้วย รู้หน้ารู้หลัง รู้เขารู้เรา
ต้องเก่งเหมือนกันนะ ไม่ใช่ว่าเป็นอาชีพที่สบายๆเมื่อไร
อืม ไอพวกนี้พูดซะเป็นจริงเป็นจังเหมือนเราจะลาออกไปหาแฟนเป็นทูตจริงๆ
ฉํนก็เสนอเล่นๆโว้ย แค่ตรีวุฒิเปิดประเด็นมาหน่อยเดียวไปซะยาว
คนเรามีสมองก็ต้องใช้สิวะ อุตส่าห์เรียนมาขนาดนี้แล้ว จะให้ทิ้งไปเป็น หลังบ้านอย่างเดียวฉันไม่เอาด้วยหรอก
-คุยกะ target เค้าดูเครียดๆจังเลยนะ หม่นหมองไม่สดใสเหมือนที่จำได้เลย
อยากให้ยิ้มให้ดูสักหน่อยน่า มากไปไหมนะ
เขียนมาสักพัก เริ่มเพลินแล้ว
สุขขึ้นนิดหน่อยจริงๆด้วย
เฮ้อ แต่ตอนนี้คง หมดเวลาสนุกแล้วซิ
...ไปอ่านหนังสือและๆ 9月23日 เพียงสถานะที่แตกต่างนี่นาย
เรามีอะไรจะมาบอกแหละ
นายรู้ไหม ว่าเราจะปิดเทอมแล้ว?
แล้วนายรู้หรือเปล่า ว่าเรามีแพลนประมาณสามพันล้านอย่างที่อยากทำ
แล้วนายรู้อีกหรือเปล่า ว่าเราปิดวันที่เท่าไร
เราเคยปิดเทอมช้าขนาดนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร
แล้วเราเคยเปิดเทอมเร็วขนาดนี้ ครั้งสุดท้ายเมื่อไร
แล้วระหว่างปิดเทอม เราต้องทำงานด้วยตลอดปิดเทอม ครั้งสุดท้ายเมื่อไร (อันนี้ตอบได้หวะ ปิดเทอมที่แล้ว55)
นายรู้ไหมว่าเราเหนื่อยจัง
แม้คนอื่น อาจไม่เห็น แต่เรารู้ว่าเราเหนื่อย
นายรู้ป่ะ ว่าเดือนนี้เราร้องไห้ไปกี่รอบแล้ว?
นายไม่รู้ เพราะนายไม่เห็น
และนายไม่รู้ ว่าเราข่มมันไว้อีกหลายครั้ง
แต่นายรู้ไหม ว่าเรายังไม่ท้อหรอก
เพราะเรารู้ว่ามีคนแย่กว่าเราอีกเยอะ
คนที่เหนื่อยกว่า
คนที่ลำบากกว่า
คนที่ทุกข์ของเขา แก้ไม่ได้ ด้วยแวบหนีไปเปิดโต๊ะเครื่องแป้งในพันทิพ
หนีไปร้านทำผม ไปชอปปิ้งแหลกลาญ
เปิดแอร์เย็นจัดๆ นอนในกองผ้าห่มอุ่นๆ กินไอติมคนเดียวเป็นไพน์ แล้วก็อ่านนิยายหน้าตาเฉย
และ.........แก้ไม่ได้ด้วยการอ่านหนังสือให้หมด
โลกนี้มีอะไรมากมายให้เราเรียนรู้นอกจากตำรา
ใช่ มันสำคัญก็จริง และมันอาจจะ"ถูกต้อง"เพราะเราเป็นวัยกำลังศึกษา
แต่ชีวิตเรียบๆอย่างนั้นมันแห้งแล้งจัง
ทำไมเราต้องนอนตีสองตื่นหกโมง
เพื่อมาอ่านหนังสือทั้งๆที่อารมณ์อ่านไม่มีเลยสักกะนิด
ทำไมเราต้องเหนื่อย แล้วร้องไห้
แล้วให้พ่อซึ่งทำงานมาเหนื่อยกว่า และหลับไปแล้วด้วย ลุกมาปลอบ
บางขณะเวลาของชีวิต
เราคงต้องการหนีไปจากความถูกต้องเหมือนกัน
ในเวลาที่เราควรจะนั่งอ่านหนังสืออย่างคร่ำเคร่ง ทำความเข้าใจในบทเรียน
ตีโจทย์ให้แตก ซึมซับบทเรียนเข้าไปในแก่น
เราก็ควรจะหนีไปแอบตะลุยบล็อกแก๊งสาวๆในโต๊ะ
อาจจะต้องการไอติมอีกสองไพน์
นิยายขนาด600หน้าอีกสักสามเล่ม
อ้อ ขอมติชนสุดสัปดาห์ด้วยนะ
ขอไอพอดเสียบหู เปิดเพลงที่ชอบวนไปวนมา
นอนกอดหมอนข้างใบโปรด หลับตา
เดินไปเดินมาในบ้าน หาเรื่องกับหมาหน้าบ้าน
ชวนพี่ชายข้างบ้านทะเลาะกัน 55
ทำตัวหงุงหงิงอ้อนพ่อกะแม่
ไปชอปกะแม่
...แล้วก็พาพ่อหนีแม่ไปซื้ออุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลายที่พ่ออยากได้
ทำตัวไร้สาระไปวันๆ
เพื่อให้ชีวิต "มีอะไร" อย่างที่ "ไม่อาจมี" ในชีวิตประจำวัน
นายอาจจะเถียงเราว่า ก็เราเป็นหมอ "ว่าที่คุณหมอ" คนไข้กำลังรอเราอยู่
การเรียนให้รู้ เป็นหน้าที่ในสถานะนิสิตแพทย์ขณะนี้
แต่มันคงไม่ผิดและไม่เห็นแก่ตัวเกินไปใช่ไหมที่เราจะตอบว่า
เราเลือกที่จะเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาๆน้ำหนักเกือบจะเกินมาตรฐานคนหนึ่ง ซึ่งมีพ่อกับแม่คอยอยู่ที่บ้าน
...เหมือนกัน โซ่ตรวนแห่งความอิจฉาความรู้สึกแย่ๆ บางครั้ง เราก็ไม่อยากจะปฏิเสธมัน
มันเกิดขึ้นได้จริงๆ
แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลยสักนิด
และมันน่าละอายมากหากคนอื่นๆจะรู้เข้า
ว่าตัวเองมีทัศนคติแค่นี้เองเหรอ
โลกแกกว้างแค่นี้หรือไง
รู้ว่าไม่ควรจะรู้สึก ไม่ควรปล่อยให้อำนาจมืดเป็นใหญ่
แต่มันก็สะใจเข้าไปถึงเนื้อถึงใจโดยไม่อาจปฏิเสธ
ความอิจฉา ริษยา ก่อเพลิง
ผสานด้วยความทุกข์ทนและน้อยใจที่เคยมีอยู่
ลุกรวมตัวกันอย่างง่ายดายแบบเราไม่คิดจะดับมัน
แต่แล้ว...
สติส่วนดียังรั้งไว้
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
ละอัตตาตัวเอง
ปล่อยมือที่ยึดจับโซ่ตรวนแห่งความอิจฉา อันมีความเจ็บปวดอยู่ปลายอีกข้างหนึ่ง
หากเคยไหม
เหมือนการตัดใจเลิกเล่นคอม ขณะกำลังมันส์สุดๆ
แบบเดียวกัน
ความรู้สึกเจ็บปวดเหล่านั้นเกาะหัวใจแน่นจนไม่อยากปล่อย
เรายังคงยึดมั่นโซ่เหล่านั้น ทั้งที่รู้ว่ามันแย่ แต่ก็ทำ
แต่เมื่อกล้าทำ ก็กล้ารับ
หลายคนคงไม่เข้าใจว่าเราพ่นอะไรอยู่
"เพื่อนที่ดีที่สุด ไม่ใช่คนที่ร่วมทุกข์กับเราได้หรอก แต่เป็นคนที่ยินดีกับความสุขของเราอย่างจริงใจต่างหาก" 9月16日 aggressive วัน "ดีๆ"ตอนแรกว่าไม่เขียนแล้วนะอาทิตย์นี้
เพราะคิดไม่ออก
จะเขียนเรื่อง สิ่งมีชีวิตที่คุณภาพชีวิตต่ำที่สุด
เขียนไปได้ครึ่งหนึ่ง ไม่ชอบ
เวลาผ่านไปชั่วโมงนึงแล้วจากตอนนั้น
ตอนนี้มีเรื่องฮอตกว่า
เครื่องกรองน้ำที่บ้านรั่ว
แม่ง ให้ตายเหอะ
อยู่บ้านคนเดียว
ในห้องคอม
ได้ยินเสียงน้ำไหล
ไฟสลัวๆ
ไม่ได้ขำนะ
มันไม่ตลก
พอได้ยินเสียงเครื่องปั๊มน้ำทำงานเริ่มถี่
ก็ชักเอะใจ
เดินออกไปห้องกินข้าวก็เจอเลย
น้ำนอง
เต็มพื้น
ต้นเหตุมาจากไอเครื่องเวรนั่นที่อยู่ใต้ซิงก์
เปิดตู้ใต้ซิงก์
เครื่องกรองน้ำไฮโซของบ้านอิฉันประกอบด้วย
ท่ออะไรพันกันยุ่งๆ
มีถังใหญ่ๆเก็บน้ำ
แล้วก็อะไรไม่รู้ขวดๆเรียงแนวตั้ง 3 แนวนอน 2
แม่ง
เครื่องบ้า วุ่นวายชิบ
นั่นแหละ จะเล่าต่อ
ว่าไอเครื่องนั่น ตรงขวดๆ แนวตั้งอันริมซ้ายมือสุด
กำลังพ่นน้ำอย่างเอาเป็นเอาตาย
เออ เอากุเกือบตาย
ตั้งสติก่อน
อยู่บ้านคนเดียว
หญิงสาวสวยน้อย ที่มิอาจไปขอความช่วยเหลือหนุ่มข้างบ้านไหนได้
ยกโทรสับ โทรหาพ่อ
น้ำเสียงเรียบมาก เสมือนไม่มีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้น
อิฉัน - พ่อ เครื่องกรองน้ำรั่ว ให้ทำไง
พ่อ - ฮะ? รั่วตรงไหน ตรง+@#$% หรือเปล่า
อิฉัน - O.O ไม่รู้ มันรั่วน่ะ น้ำนองเต็มพื้นเลย (เดินไปหลังบ้าน ปิดเครื่องปั๊มน้ำ)
พ่อ - ถอดปลั๊กสิ
อิฉัน - ปลั๊กไหน?
พ่อ - ใต้ซิงก์อ่ะ ปลั๊กของมันน่ะ ... น้ำหยุดไหม
อิฉัน - ไม่
พ่อ - เห็นวาล์วมันไหม ก้านสีน้ำเงิน ข้างขวา ปิดซะ
อิฉัน - ไม่เห็น วาล์วไหน ....... ใช่ที่บนถังหรือเปล่า
พ่อ - นั่นแหละ ปิดซะ
อิฉัน - ปิดยังไง
พ่อ - -*- หมุนปิดน่ะ ....น้ำหยุดยัง
อิฉัน - ยัง
พ่อ - งั้นไปปิดมิเตอร์น้ำข้างนอกบ้าน
อิฉัน - มิเตอร์น้ำ ??? ตรงไหน ??? (โอย กุอยากร้องไห้)
พ่อ - นี่ลุง(ญาติข้างบ้าน) เค้าไม่อยู่เหรอ ไปเรียกเค้ามาสิ
อิฉัน - อยู่มั้ง ไม่รู้ ว่าแต่มิเตอร์น้ำอยู่ตรงไหน ปิดยังไง แล้วอันไหนของบ้านเราจะรู้เหรอ?
พ่อ - หันหน้าเข้าบ้านอยู่ทางซ้ายมือ
อิฉัน - ตรงไหนอ่ะ
พ่อ - ก็ตรงซ้ายมืออ่ะ
อิฉัน - แล้วอันไหนของบ้านเรา
พ่อ - ก็... เอ่อ
อิฉัน - มันอยู่ไหนอ่ะ
พ่อ - หันหน้าเข้าบ้านทางซ้ายมืออ่ะ เนี่ย เอาเหอะ ถอดปลั๊ก ปิดวาล์วมันควรจะหยุดแล้วนะ เดี๋ยวพ่อจะกลับไปเดี๋ยวนี้แหละ
พอเปิดประตูบ้าน ก็ได้พบว่า น้ำไหลนองเต็มโรงรถแล้วเหอะ
วิ่งออกไปวนรอบบ้าน พบมิเตอร์น้ำสองอัน
แล้วอันไหนวะ
หมุนมั่วๆไปอันนึง กะว่าใกล้บ้าน ใช่ของเราแน่
วิ่งไปหาลุง
และพี่ ที่กำลังล้างรถ
...ไม่มาช่วย
เดินไปเอาไม้ถูพื้น น้ำยังไม่หยุดเลย
ป้าเดินมาดู ถามว่าเมื่อกี้ไปไหน
บอกว่าไปดูมิเตอร์ ไปปิดน้ำมา
พอเห็นเรากำลังเอาผ้ามาเช็ดน้ำ
บ่นๆว่า ทำยังงี้ ไม่ได้แก้ที่สาเหตุนะ เดี๋ยวมันก็ออกมาอีก
เออ ก็ถึงได้ไปปิดมิเตอร์มาเมื่อกี้ไง
ยืนๆดูอยู่สักพักก็ไป
บ่นอีกว่า เครื่องกรองน้ำอันนี้มีปัญหานะ
บอกแม่ว่าให้เปลี่ยนได้แล้ว ไม่ต้องใช้
ต้องการความเห็นเมื่อไรจะถามนะ
ไม่ช่วยก็อย่าวิจารณ์สิ
โมโหว่ะ
น้ำนอง ยิ่งเช็ดยิ่งออกมา
อยากได้เครื่องรีดน้ำแบบบนสนามเทนนิสมากๆ
แต่ไม่มี ทำไงได้
ยิ่งเช็ดก็ชุ่ม
ใต้ซิงก์ก็มีอะไรไม่รุ
โอ๊ยยยย
กูจะบ้าตาย
แม่ง
เชี่ย
สักพักน้องกลับมา
มายืนเท้าเอว ถามว่าเกิดอะไรขึ้น
เครื่องกรองน้ำรั่ว มาช่วยกันหน่อยดิ
มันก็ยืนนิ่ง
ก็เลยสั่งให้อาผ้าเช็ดเท้าหน้าซิงก์ ที่บัดนี้กลายเป็นผ้าชุ่มน้ำสุดขีด ไปบิดตาก
มันก็ทำ
แล้วก็ยืนอยู่หน้าบ้าน
เท้าเอว
เอ๊ะ ยืนหาพระแสงอะไรอีกอ่ะ มาช่วยกันเช็ดดิ๊
พี่หวานไปหาผ้าเช็ดเท้ามาหน่อยดิ เข้าบ้านไม่ได้
เราตวัดสายตามอง
แล้วมันก็ค่อยๆ ย่องแย่งเข้าบ้าน แล้วก็หาผ้ามาเช็ดรอยเท้า
แล้วก็มายืนมองอีก คราวนี้ยืนในบ้าน
จนเราหมดความสามารถจะเช็ดน้ำแล้ว เกินเยียวยา
ตอนนี้เปิดพัดลมสุดๆ มาเป่าไว้ ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยเช็ดใหม่
ก็เลยมาอัพสเปซระบายความโกรธเล่นขณะรอมันแห้ง ไม่สิ ต้องบอกว่า ระเหยไปบ้าง
โกรธคนอื่นน่ะไม่เท่าไรหรอก
โกรธตัวเองว่ะ
ทำไมไม่เคยรู้เรื่องราวในบ้านตัวเองเลยวะ
อะไรเสีย ก็บอกไม่ได้ ซ่อมก็ไม่เป็น
นับตั้งแต่ คอม ยัน น้ำ
(วันนี้เราทำไฟช้อตไปตอนเช้า ตอนจะเปิดคอม ดับทั้งบ้านเลย ดีจริงๆ) 9月8日 ไม่กล้าวันนี้อัพแบบไม่มีอะไรลึกลับ
จริงๆ ก็ฟังเพลงนี้มานานพอสมควรแล้วนะ ฟังครั้งแรก ก็ยังเฉยๆ
ฟังครั้งที่สอง เริ่มเพราะขึ้นเรื่อย
ฟังครั้งที่สาม ก็น่ารักดีนี่หว่า
ฟังครั้งที่สี่ เริ่มเกิดคำถาม ทำไมมันถึงได้น่ารัก ทำไมเราถึงชอบวะ?
ฟังครั้งที่ห้า เริ่มวิเคราะห์เนื้ออย่างจริงจัง
ฉันถึงได้รู้ว่า
....
มันเอาชีวิตฉันไปแต่งนี่หว่า
เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มนึง
เขาบอกว่า
...เพลงที่เป็นเพลงของเรา
แค่อินโทรดังขึ้นมาเล็กน้อย
หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมายังกะได้อิพิเนฟริน
เมื่อนักร้องเอ่ยคำร้องคำแรก
อกก็เจียนจะระเบิด ยิ่งถ้าเนื้อมันจี้ใจจริงๆ ก็จะเกิดความโมโหโกรธาบอกไม่ถูก
อาจจะรีบย้อนไปดูหน้านักร้อง แม้แต่ชื่อคนแต่งเพลง
ว่า
นายเป็นใครกัน ทำยังงี้ได้ไง นายไม่มีสิทธิ์เอาชีวิตฉันไปตีแผ่
แต่แล้ว เมื่อความตื่นเต้นคลายไป
ความรู้สึกดีๆ ก็ซึมซับเข้ามาแทนที่
อิ่มเต็มไปกับดนตรี อันล้นเปี่ยมไปด้วย"ตัวตนของเรา"
แค่ปล่อยใจไปกับเสียงเพลง
ที่เป็น เพลงของเรา...
ที่เราอ่านเขาก็เขียนแนวๆนี้แหละ นะ ไม่ได้เหมือนจนทุกคำพูดหรอก
ความหมายที่เราแปลได้มันได้ความว่ายังงี้อ่ะ
ความรู้สึกของเราต่อเพลงนี้มันอาจจะรุนแรงไม่เท่า
แต่ก็นั่นแหละ ยังไงๆ ตอนนี้
เพลงนี้ มันคือ เพลงของเรา
Title :ไม่กล้า
Artist : Emotion Town
แอบแอบมองเธอมาตั้งนานแล้ว
แต่ไม่เคยจะทำให้เธอรู้ ว่าฉันเองแอบสนใจ ได้แต่มอง แต่มอง อยู่อย่างนั้น แต่ไม่กล้าจะทำมากกว่านี้
เพราะฉันกลัวเก้อ หากว่าเธอรู้ ไม่กล้า บอกเธอสักที ต้องเก็บอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ไม่กล้าที่จะเผยใจ ต้องเก็บมันเอาไว้ ไม่ให้เธอรู้ แต่ก็ยังไม่เคยจะหยุดคิด ติดในใจเก็บเอาเธอไปฝัน แค่นั้นพอ ขอเพียงเท่านี้
กลัววันนึงถ้าเข้าไปทักทาย แล้วเธอไม่สนใจ ฝันคงสลาย เข้าไปทักแล้วอ่ะนะ เพื่อนฝูงที่ไหนไม่มี๋ ไม่มี เข้าไปช่วยเล้ย หึหึ เซ็งจริงๆ http://www.ijigg.com/songs/V2C4DBDPD ไปฟังกันเองละกันนะ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยชอบเอาเพลงลงสเปซเท่าไร หาลงไม่ค่อยเป็นก็เป็นเหตุผลหนึ่งอ่ะ บางทีขึ้น บางทีก็ไม่ขึ้น มึนๆ ว่ะ ขี้เกียจแก้ เพราะบางทีปล่อยไว้บางทีมันก็ดีขึ้น ตอนนี้เลยเอาเพลงออกไปและ อีกอย่างเห็นใจคนที่ชอบเปิดเพลงฟังอยู่แล้วแล้วมันตีกัน แล้วดันหาหน้าต่างปิดไม่เจอ (กรณีหาหน้าต่างไม่เจอนี่อิฉันเองแหละค่ะ) สรุป โคตรข้ออ้าง แปลว่า อิชั้นลงไม่เป็นและขี้เกียจ 55+ 9月1日 เดียวดายนี่นาย
นายเคยเข้าใจอารมณ์เดียวดายไหม
ไม่ใช่เดียวดายเวลาที่อยู่คนเดียว จิตตกไร้เพื่อนคบนะ
เรากำลังจะเล่าถึงความเดียวดายทั้งที่มีผู้คนรอบกาย ล้อมกรอบด้วยเสียงจอกแจกจอแจฟังไม่ได้ศัพท์
มันไม่ได้เงียบ แต่มันเหงา
เมื่อก่อนก็ไม่เคยจะได้สังเกต
แต่เดี๋ยวนี้ อิฉันมาสังเกตเรื่องราวรอบตัวไปได้อย่างไรไม่รู้เหมือนกัน
เชื่อว่าทุกคนก็คงโดนกรอกหูกันมาทุกวันตั้งแต่เกิด
เรื่องสังคมเมืองกรุง คนเมืองหลวง ชีวิตเห็นแก่ตัวเอง
กรอกกันจนชิน พูดไปก็หาว่าเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
ชีวิตต่างคนต่างอยู่ ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้
ทำไมต้องเห็นแก่ตัว?
เพราะว่าอยู่สังคมนี้ ถ้าไม่เห็นแก่ตัวซะ ก็จะไม่มีใครเห็นแก่เรา
โดนเอาเปรียบไปอย่างนั้น
สังคมอันตราย คนดีมากๆก็อยู่ไม่ได้
เมื่อต่างคนต่างเอาเปรียบ
ถ้าไม่ปกป้องตัวเอง ใครจะอยู่ไหว
ชีวิตอิฉันเกิดมาปีที่สิบเก้ากว่าๆ
ไม่เคยจะไปยุ่งกับใคร
ก็ไม่เคยรู้จักสังคมแบบอื่น
ต่างคนต่างอยู่นั่นแหละ ดีที่สุด
ฟังดูใจร้ายไหม?
เริ่มสงสัยมาหน่อยๆ แล้วสิ
ว่าการที่โดนกรอกหูบ่อย
บวกกับอ่านหนังสือเยอะแยะ
เห็นชีวิตคนก็มากมายผ่านตัวหนังสือเหล่านั้น
ทำให้ชีวิตแอบกร้าน
เรื่องบางเรื่อง ที่คนอื่นไม่เคยรู้ว่ามันอาจจะเกิดได้ เวลาเจออาจจะตกใจ
เรื่องอย่างนั้น เราอาจเคยอ่านเจอ เจอซะจนชินตาชินใจ
ความรู้สึกรู้สมมันค่อยๆเลือน ตามจำนวนครั้งที่ผ่านตา
ทั้งหมดสอนให้ยอมรับว่า
ใช่..มันควรไม่ไว้ใจใคร
ใช่..มันควรต้องระวังตัว
ผ่านไปสิบเก้าปี
กว่าสมองน้อยๆอิฉันจะได้คิด ไม่ไว้ใจใครเพราะมันประหลาด
ต้องระวังตัวเพราะมันอันตราย?
หรือเพราะแค่มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องและที่เขาทำกัน??
เรื่องบางเรื่อง มันอาจจะถูกต้อง
หากมันแล้งสิ้นดี ที่รถไฟฟ้า
คนบางคน เจอกันทุกเช้าตอนเจ็ดโมง
หอบข้าวของพะรุงพะรัง ยืนหน้าประตูเดียวกัน
บางคนลงสถานีเดียวกัน
บางคนทำงานที่ตึกเดียวกัน เข้างานพร้อมๆกัน
บางคนสบตากันครั้งหนึ่ง...จำได้
แล้วก็รีบหลบตา...เราไม่รู้จักกัน
ไม่มีใครทักใคร
ไม่มีใครยิ้มให้ใคร
หูเสียบไอพอด
จมจ่อมอยู่กับแต่ตัวเอง
ต่างคนต่างมา
และต่างคนต่างไป
ไม่ได้เงียบ
บางที...อาจจะไม่เหงา
บางชั่วขณะ...มันอาจจะมีความสุขด้วยซ้ำ
หากลึกลงไปในใจ มันกลับเดียวดาย |
|
|