MooWaN 的个人资料++MooWaN~日志列表网络 工具 帮助

日志


8月31日

ปฏิบัติการรักฉบับลับ

คาดว่าชื่อหัวเรื่องสเปซคราวนี้ของข้าพเจ้าคงฟังดูน่าตื่นเต้นสำหรับสาวๆและหนุ่มๆผู้หลงทางผ่านมาแหงๆ
 
รู้สึกชื่อเรื่องนี้คุ้นตายังไงบอกไม่ถูก คาดว่ามันต้องเคยเป็นชื่อนิยายที่เคยอ่านแน่ๆ
แต่ว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไรช้านตอบไม่ได้
เพราะเรื่องที่จะมาเล่าวันนี้ มันไม่เกี่ยวกะนิยายเรื่องนั้นแม้กระทั่งหยิบมือเดียว!!!
 
 
อยากรู้กันแล้วล่ะสิ ว่าเรื่องอะไร
ยังไม่อยากเล่าอ่ะ ถ่วงเวลาๆ
 
.
.
.
(กลยุทธ์ทรมานใจคนอ่าน)
.
.
.
 
 
 
.
.
.
.
 
 
 
อ่ะ เข้าเรื่องก็ได้
ไม่อยากเล่นตัวมาก ประเดี๋ยวไขมันจะออกมาพริ้วไหวเป็นลายให้เป็นที่สังเวชแก่สายตาผู้พบเห็นซะก่อน
 
 
 
จริงๆก็แค่จะเขียนว่า "ปฏิบัติการ" เฉยๆ แต่สมองมันแล่นไปไกล ก็เลยต่อเติมท้ายชื่อซะอย่างนั้น เป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้หัวข้อเรื่อง
ใครก็ไม่รู้บอกว่า การเขียนที่ดี จะต้อง"จับ"ความสนใจคนอ่านให้อยู่หมัดตั้งแต่บรรทัดแรก
แม้ไม่ใคร่จะทราบว่าผู้อ่านท่านใดมีหมัดหรือไม่
แต่ไอ้ความสนใจนี่คงไม่ลวยนวลพ้นเงื้อมมือเราแน่ๆ
 
 
ปฏิบัติการที่ว่าเนี่ย คือปฏิบัติการลดนน.ให้ได้ภายใน 17 วัน ดังได้นับถอยหลังก่อนวันขึ้นแสดงจริง
 
 
 
 
เอางี้ เดี๋ยวจะไม่รู้เรื่องกัน อิฉันจะ"เริ่มเล่า"ที่มา ก่อนที่จะ "เล่าต่อ" นะคะ
 
ก็รับรู้มาพอสมควรว่า งานซิงกิ้งคอนเทสต์ยิ่งใหญ่สุดอลังการงานสร้างรอบที่สอง
อิฉันกะผองเพื่อนขา(อวบ)นักแสดง ได้รับโอกาสงามล้ำค่า ให้ขึ้นไปเต้นเป็นการแสดงคั่นเวลา
 
ก็แหม งานนี้อิฉันก็ทุ่มสุดตัวหน่อยซีคะ เพราะว่าเป็นเด็กฝ่ายดนตรีมาก้อนานโขอยู่
งานฝ่ายก็นับว่าเป็นหน้าเป็นตาอย่างที่สุดหาที่เปรียบไม่ได้ หมายมั่นปั้นมือไว้แล้วว่าอย่าให้มันผิดพลาด อับอายขายขี้หน้าประชาชีเข้า
ในงานก้อมีกรรมการหลายคน แสดงดี จับผลัดจับผลู แมวมองหมาเมินที่ไหน มาเห็นเข้า อาจจะฉกตัวข้าพเจ้าไปเป็นนางแบบอย่างที่ใฝ่ฝัน(เอิ๊กกส์ 5555+) ไว้ก็ได้
 
งานรอบแรกผ่านพ้นไปไม่นาน จู่ๆอิฉันก็นับถอยหลังเดินหน้าวันเวลาซะอย่างนั้น
แล้วก็พบกะข่าวร้ายยยย
 
 
 
 
 
 
ซิงกิ้งรอบแรกจบลง เหมือนจะได้พักยาวก่อนรอบสอง แต่ แต๊ แต่ แต่
เวลามันตบตากันซึ่งๆหน้า ทำร้ายหมูหวานบาดเจ็บสาหัส
อิฉันตกใจมากจริงๆ เมื่อนับไปนับมา.... มันเหลือแค่ 17 วันเท่าน้านก่อนขึ้นแสดงจริง!
 
 
ตาย ชิบ ละ ซิ วา
 
 
นอกจากจะยังไม่ได้คุยเรื่องเพลง อันเป็นปัญหาระดับรองๆ เพราะขาแสดงเจนเวที ซ้อมสองวันก็แม่นแล้ว(โม้น่ะ)
สิ่งยิ่งใหญ่ปัญหาระดับชาติก็คือ.......น้ำหนัก
 
 
บ้อคที่แล้วอิฉันก้อเพิ่งบ่นอยู่หยกๆว่ามันอ้วนๆ
แล้วยังงี้ 17 วัน อิฉันจะรีดหุ่นอวบหนายังก๊ะคนท้องสามเดือนออกไปทันได้ยังไง๊
 
 
 
อิฉันก็เลยตั้งปฏิบัติการลับ ลด ลด ลด ใน 17 วันถ้วน
หากก็เหมือนกับว่าแต่ละวัน ... ความตั้งใจก็มักจะล้มเหลวเสียทุกครั้ง
แม้จะเดินๆๆ วิ่งๆ เดินกลับหอ ถือสมบัติบ้า เพื่อออกกำลัง
มื้อเย็นกินน้อยสุดๆ หากอดใจไม่ไหว เขมือบขาไก่ ตอนประมาณ สองทุ่มเศษอยู่บ่อยๆ
 
 
แล้วยังงี้ มันจะสำเร็จได้ไงคะเพื่อน?
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หากครั้งหนึ่งยังจำได้
มีคนเคยบอกเราว่า คนเราต้องอดทน
มีคนทำให้เราประทับใจ กับความทุ่มเท เพื่อผลที่แสนภูมิใจในท้ายที่สุด
มีคนเคยแสดงให้เราเห็นว่า ความพยายามมีอยู่จริง เมื่อตั้งใจอะไรแล้วเดินหน้าต่อไป มันจะสำเร็จ
แม้ว่าจะไม่มีใครคอยให้กำลังใจช่วยเหลือเคียงข้าง
ด้วยทั้งหมดทั้งปวงนี้
เราจึงยังไม่ยอมแพ้
แม้ตอนนี้จะเหลือแค่ 10 วันถ้วน ก็ตาม
 
 
 
 
สุดท้ายแล้วนะ
แม้ชื่อเรื่องอาจจะฟังดูไม่เป็นเหตุเป็นผลกับคนอื่นเท่าไร
เพราะมันไม่เห็นเกี่ยวกับทั้งรักและลับตรงไหน
หากย่อหน้าที่แล้ว
ก็ทำให้เราเห็นสมควรว่าควรตั้งชื่อเรื่องคราวนี้ ว่า
"ปฏิบัติการรักฉบับลับ"
ถูกต้องที่สุด...แล้ว
 
 
 
 
 
ป ล .....
เมื่อกี้วิ่งจู๊ดไปชั่งน้ำหนัก 
4 วันมานี้ ลดไป สองขีดค่ะ
หมูสองขีด ||
เยอะเนอะ
8月24日

Fatty Female

ก็ไม่ได้อยากจะบ่นให้เพื่อนๆรำคาญใจ ว่าอีนี่เอาอีกแล้ว บ่นอีกแล้ว
แต่มันก็คงถึงเวลาที่ต้องพูดซะที
 
ว่า....ตอนนี้ เราอ้วนจริงๆว่ะ
 
อ้วนที่สุดในชีวิตแล้วนับได้ 19 ปีเต็ม
 
จะเปล่งปลั่งไปไหนกั๊นก็ไม่รู้
แขนขายั๊ง...กะค้อนปอนด์
เหนียงก็เป็นชั้นเชียยย...
หน้าตาก็ดูอิ่มเอิบ มีราศีตราเด็กสมบูรณ์พิกลอยู่
 
 
 
ในการนี้ จึงขอเสนอชื่อใหม่ไว้ให้เพื่อนๆเรียกเล่นกันตามตำบลจิต อำเภอใจ
ยกตัวอย่างมาไว้ที่นี้โดยสังเขป...
 
ซับคิวทาเนียส เกิร์ล
อีลาสติก เกิร์ล
...
จงเลือกเรียกตามใจชอบเถิด...สาธุ
8月19日

เ ห นื่ อ ย จั ง เ ล ย

ตามหัวเรื่อง
 
ตอนนี้
เหนื่อยขนาดไหนรู้ไหม
 
 
 
 
 
 
ขนาดแค่จะนึกว่าจะเขียนอะไรดี ยังนึกไม่ไหวเลย
เขาเรียกว่า เหนื่อยจนนึกไม่ออก
เคยได้ยินป่ะ??
8月11日

วันที่ไม่เป็นอย่างใจ

คับแค้นใจยังไงบอกไม่ถูก
รู้แต่เพียงว่า ใจมันสั่น มาจากข้างใน สั่นจนสะท้านไปหมด
 
 
โลกเงียบ งัน
เช่นเดียวกับใจ
ว่างเปล่า
 
 
ไม่น่าเชื่อว่าแค่วันนี้ไม่ได้เป็นตามที่คิด
ตัวเองจะมีเอฟเฟกต์มากขนาดนี้
 
 
คอจุกจนแทบทนไม่ไหว
หลับตาไม่ได้ เพราะว่าน้ำตามันท้นเอ่อใกล้จะหยดอยู่แล้ว
ถึงจะทำทุกอย่างให้เป็นอย่างใจไม่ได้
แต่ต้องบังคับตัวเองได้
กุไม่ยอมให้น้ำตามันไหลออกมาหรอก
 
ทำไมวะ ทำไม ทำไม ทำไม
ไม่เข้าใจเลย เป็นอะไร ทำไมต้องอ่อนแอยังงี้
ทำไมถึงทนไม่ได้
ทำไมถึงต้องทนไม่ได้
ทำไมถึงต้อง"อยู่ทน" 
ทำไมวะ
ทำไม
 
แล้วน้ำตามันก็ไหลลงมาจนได้
เชี่ย  ให้ตายเหอะ
แค่ตัวเองกุยังบังคับไม่ได้เลยหรือไง
 
 
น้ำตาเป็นสิ่งสุดท้ายในโลก ที่เราอยากให้พ่อเห็น
และตอนนี้เขายังไม่เห็น
ก่อนจะปล่อยโฮออกมา เราคงต้องระบายออกมา
ออกมา
 
คิดอะไรไม่ออกแล้วตอนเปิดสเปซขึ้นมา
ไม่รู้แล้วว่าต้องทำอะไร
แต่คงต้องเขียนมันก่อนที่จะระงับอารมณ์ไม่ได้
แม้ไม่เคยเขียนอะไรระหว่างที่กำลังร้องไห้มาก่อน
เคยแต่ไปเล่นเปียโนเพลงเศร้า เล่นไปร้องไป น้ำตาไหลพรากเปื้อนหน้าไปหมด
แต่ก็เล่นไม่ได้ คนอยู่กันเต็มห้องนั่งเล่น
ครั้งนี้คงต้องเป็นครั้งแรก ที่ต้องเขียน
ไม่อย่างนั้น หมอน ดินสอ ปากกา หรือแม้กระทั่งหนังสือแถวๆนี้คงต้องปลิวว่อน
ต่อด้วยกระทืบเท้าต้นเร่าๆกลางบ้าน เหมือนเด็กไม่ได้ของเล่นอย่างใจ
 
แล้วนี่จะออกจากห้องไปได้ยังไง
ไม่ต้องสงสัยว่าแค่พูดคำแรก คงได้ปล่อยโฮ สะอื้นหยุดไม่อยู่กว่าเดิมแน่ๆ
 
 
 
 
 
ให้ตายสิ
แล้วทำไม ถึงบรรทัดนี้แล้ว
กุยังไม่หยุดร้องไห้วะ
8月10日

ระหว่างทาง

วันนี้ ตอนขึ้นรถใต้ดินเพื่อที่จะกลับบ้าน
พบเห็นเรื่องดีๆ ที่ทำให้ตัวเองแอบยิ้ม และแอบคิดต่อไปมากมาย
เลยอยากจะมาบันทึกไว้
ว่าวันหนึ่งของโลกร้อนๆใบนี้ ยังมีมุมน่ารักบางมุมเกิดขึ้น
 
เราก้าวขึ้นรถใต้ดินสีลมตอนเกือบๆหกโมงเย็น คนเยอะเหมือนเดิม
ไม่มีที่นั่งไหนว่างสักที่ 
แต่...เราก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงอ่อนแอขนาดต้องนั่งทุกครั้งนี่นา
 
รถจอดที่สถานีหนึ่ง น้องผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามากับผู้ปกครอง ที่น่าจะเป็น ยาย มากกว่าแม่
ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่นั่งเกือบริมประตู ลุกขึ้นทันทีสละที่ให้เด็กหญิงคนนั้นที่เราคาดว่าไม่น่าจะเกิน 10 ขวบ
เด็กหญิงหอบหิ้วเอากระเป๋าเครื่องดนตรีอันใหญ่เกือบเท่าความสูงตนเองมาด้วย
 
โดยที่ไม่มีใครบริเวณนั้นเข้าไปนั่งเสียบอย่างเห็นแก่ตัว
เสียงยายของน้องเขารีบบอกให้เด็กหญิงไปนั่ง
พร้อมกึ่งจูงกึ่งลากเข้าไปใกล้ ผู้ชายอีกคนในที่นั่งติดกัน ก็รีบลุกขึ้น เพื่อให้เป็นสองที่ว่าง
 
 
จริงๆเหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นบนรถไฟฟ้า หรือรถใต้ดิน มันก็อาจจะเป็นภาพคุ้นชินตากันอยู่แล้ว
แต่ที่ไม่เหมือนเดิม จนเราประทับใจ กลับเป็นตัวเด็กคนนั้น
 
ด้วยเสียงแหลมเล็กเด็กสิบขวบ เด็กหญิงรีบบอกซ้ำๆว่า
ไม่เป็นไรค่ะ พี่นั่งเลยค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ พี่นั่งเลยค่ะ
แต่พอโดนยายรั้งให้นั่งลง ก็ไม่ขัดขืนผู้ใหญ่ เพียงแต่บอกเสียงอ่อยๆที่ทำให้เราแอบยิ้มว่า
 
โธ่ ก็หนูอยากยืนนี่นา
 
 
เด็กหญิงวางกล่องเครื่องดนตรีไว้ระหว่างยายกับตัวเธอเอง
นั่งไปสักพัก สถานีไหนไม่รู้ อยู่ดีๆ กล่องก็เคลื่อน ร่วงลงไปกับพื้น ไถลไปโดนคนนั่งข้างๆถัดไปอีกทีหนึ่ง
 
เธอดูตกใจ พยายามยันมือไถลลงจากเก้าอี้ที่ขายังไม่ถึงพื้นเพื่อไปเก็บมัน
แต่คนข้างๆก็เก็บให้ก่อนแล้ว
 
เสียงยายแว่วบ่นๆ ว่าอะไรไม่ทันฟัง แต่สิ่งที่เราได้ยินเต็มสองหูก็คือ
 
ขอบคุณค่ะ
..
 
เธอสอดส่ายสายตาดูเกรงๆเล็กน้อยให้กับคนที่หยิบให้แล้วรีบพูดต่อ เหมือนว่าถ้าปล่อยไว้นาน จะไม่กล้าพูดคำนั้นออกมา
 
 
...ขอโทษนะคะ
 
 
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าที่บ้านเขาอบรมกันมาดีแค่ไหน
รู้สึกดี จนต้องแอบยิ้มอีกครั้ง และแอบมองป้ายชื่อน้องเขาด้วย(แต่ตอนนี้ก็จำไม่ได้แล้วเหอะ)
 
 
ความรู้สึกที่มองเด็กหญิงคนนั้น เหมือนกับมองตัวเองในอดีต
ที่เคยไม่กล้าพูด เพราะกลัวอะไรหลายๆอย่าง
จนบางครั้ง ก็เก็บมันเอาไว้เลย ปล่อยช่วงเวลานั้นผ่านไป โดยไม่ได้พูดอย่างที่ใจอยากจะทำ
 
น้องคนนี้มีความกล้า แบบที่เราไม่เคยมีเมื่อเรายังเด็ก
เราปล่อยบางจังหวะเวลาของชีวิตให้ผ่านไป โดยไม่บอกให้คนรอบข้างรับรู้ความรู้สึกจริงๆ
 
 
 
รู้สึกดี ที่วันนี้กลับรถใต้ดิน
เพื่อจะได้เห็น มุมดีๆ ในตัวของเด็กๆ
....
ที่เราอาจจะลืมไปแล้ว
...
และ
...
ที่เราอาจ...ไม่เคย...มี
8月3日

มาจริงใจกันเถอะเพื่อนๆ

หลังจากผ่านพ้นการสอบอันน่าหนักหน่วงของปีสองมาแล้ว
เราก็สามารถสำเหนียกได้ว่า...
 
คนในคณะเราเนี่ย มันมีอยู่สองประเภท
พวกที่หนึ่ง คือพวกจริงใจ พวกที่สอง คือพวกโกหก
 
 
แม้จะต่างพวกกัน
หากเวลาเดินออกจากห้องสอบ คำพูดของทั้งสองพวกจะเหมือนกัน
 
 
...ทำไม่ได้ว่ะ (ตามด้วย....ยากโคตร แม่ง ถามอะไรไม่รู้ และอื่นๆอีกมากมาย)
 
 
ประเด็นคือ เราจะบอกว่า
 
เราเป็นพวกแรก
จริงใจ
ทำได้ ก็บอกว่าทำได้
ทำได้บ้าง ก็บอกว่าทำได้บ้าง
แม่งกุทำไม่ได้เลย จะตายแล้ว ก็ตะโกนโวยวายทั่วอปร.(ให้รุ่นน้องมองอย่างเป็นห่วง) รับรู้กันทั้งโลกา
 
.....
(บางทีคิดว่าทำได้ บอกว่าทำได้ แต่เอาเข้าจริง โดนหลอก ทำผิดหมดก็ยังเคย 555+)
 
 
ฟังเผินๆ เราดูเหมือนคนปกติทั่วไป
ไม่ได้เก่งฉกาจฉกรรจ์ ไม่ได้ตรัสรู้ชอบได้มาจากไหน
ก็น่าจะพอแล้วนี่หว่า
อาการafter shock ยังงี้ตอนอยู่เตรียมก็เป็น
ปล่อยพวกฉลาดๆ เขาบ่นไปเหอะ
 
 
ก็ใช่อ่ะ แต่ปัญหาก็คือ ไอ้ในคณะเนี้ย พวกแรกอย่างเราเนี่ย มีอยู่น้อยนิดเพียงหย่อมหญ้าหน้าหอใหม่
พวกที่สอง มันมีเยอะยังกะสนามหญ้าหน้าอปร. เทียบกันได้ที่ไหน
 
 
ถึงแม้ว่าสอบคราวนี้เราจะโดนไซโคซะจนอ่านหนังสือแทบเป็นบ้า (ถึงกับร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเพราะคับแค้น สติแตกซ่าน)
หากด้วยมิใช่สันดาน จับๆหนังสือไม่นาน ก็ต้องวาง
ให้ตายเหอะ เราก็ไม่สามารถอัพตัวเองไปอยู่บนยอดได้จริงๆว่ะ
แล้วสุดท้าย ก็มาต้องรู้สึกแย่ เพราะคำว่าทำไม่ได้ของบุคคลกลุ่มที่สองเนี้ย
 
 
 
ปอลอว์
 
อย่าคิดมากนะเพื่อนฝูงในคณะทั้งหลาย
ทุกคนก็คงจริงใจแหละ แค่มาตรฐานว่าทำได้หรือไม่ได้ มันต่างกัน
เราทำได้ครึ่งหนึ่ง ก็โอเคแล้วเหอะ
 
หากบางคนมันไม่ใช่ ทำได้แค่ครึ่งหนึ่งมันคือทำไม่ได้ ก็พูดว่าทำไม่ได้
หรือว่าบางคน ทำได้หมด แต่ก็กลัวพูดว่าทำได้แล้วมันดูน่าหมั่นไส้ ก็พูดว่าทำไม่ได้
 
...
...
บอกไว้เลยนะ สำหรับเรา เพื่อนคนไหนทำได้ก็บอกว่าทำได้ซะเหอะ จงยืดอกรับมาซะดีๆ
ไม่งั้นประเมินสถานการณ์ไม่ถูกว่ะ (แบบสรุปว่ากุโง่เฉยๆหรือกุโง่มากๆ)
 
ถึงเราจะทำไม่ได้ดีเท่า ก็ไม่ต้องเวทนาสงสารหรอก บอกมาเลยว่าทำได้ ข้อสอบง่าย ไม่น่าจะพลาดเอ
ถึงจะทำข้อสอบไม่ได้ แต่เรารับ"ความจริง"ได้เว้ย
....ย้ำ ว่าเป็นความจริง เท่านั้น
 
 
 
มาจริงใจกันเถอะเพื่อนๆ
 
ปอลอว์ที่สอง ชีวิตเรามีแต่การสอบว่ะ ไม่ได้มีสาระอย่างอื่นอะไรเล้ยย น่าเบื่อที่สุด